<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523</id><updated>2011-04-21T14:47:20.959-07:00</updated><category term='ครอบครัว'/><title type='text'>Ping-Aun jaa</title><subtitle type='html'>Find to know Everthing about kids&amp;amp; Family  ,Stories For Kids With A Moral. Teach Your Kids Life&amp;#39;s Values Through The Stories Of this Information.</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>19</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4148081470868312619</id><published>2009-04-21T00:12:00.000-07:00</published><updated>2009-04-21T00:13:08.988-07:00</updated><title type='text'>California Dreaming - Sungha Jung</title><content type='html'>&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/iAhZZc_Bwps&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/iAhZZc_Bwps&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4148081470868312619?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4148081470868312619/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4148081470868312619' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4148081470868312619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4148081470868312619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/04/california-dreaming-sungha-jung.html' title='California Dreaming - Sungha Jung'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-2404764847879985444</id><published>2009-03-29T19:40:00.000-07:00</published><updated>2009-03-29T19:41:58.694-07:00</updated><title type='text'>“เด็กๆVSศิลปะ” ในมุมมองของพี่สาวนายก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://pics.manager.co.th/Images/552000003721101.JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 200px;" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000003721101.JPEG" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       มีหลายคนมักกล่าวกันว่า สมุดระบายสี ดินสอสีและทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะเป็นของอาวุธข้างกายของเด็กหลายคน เพราะเด็กส่วนใหญ่มักสนุกกับการสร้างจินตนาการบนกระดาษวาดรูป ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีอีกครั้งหนึ่งที่ทางทีมงานLife and Family ได้มีโอกาสพบ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ พี่สาวคนเก่งของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและเป็นคุณแม่ของน้องไอติมที่หลายคนแอบชื่นชม พร้อมกับพูดคุยกับคุณพล ตัณฑเสถียร ดาราชื่อดังมากความสามารถในวันแถลงข่าวงาน “วันระบายสีเด็กทั่วโลก (World Kids Colouring Day) ที่จะจัดขึ้นวันที่ 5 พ.ค.นี้ เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลานเอเทรี่ยม 2 เซ็นทรัล เวิลด์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความสำคัญของศิลปะว่า “ศิลปะเป็นเครื่องมือที่ดีในการพัฒนาความสามารถของเด็ก หากพ่อแม่ให้เด็กๆได้รู้จักศิลปะเร็วเพียงใด เด็กๆยิ่งได้ประโยชน์จากการใกล้ชิดศิลปะมากเท่านั้น ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังได้นำศิลปะต่างๆมาใช้ในการบำบัดเด็กอีกด้วย ซึ่งศิลปะในการรักษานั้น แม้จะไม่ใช่การรักษาหลัก แต่ศิลปะเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งที่นิยมใช้เพื่อการสื่อสารสำหรับกับเด็กบางประเภทเช่น เด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ หรือเด็กที่ถูกทารุณกรรม ผู้ที่ไม่สามารถสื่อออกมาทางคำพูดได้ จึงต้องอาศัยการวาดภาพแทน รวมไปถึงกลุ่มเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็มักอาศัยศิลปะในการสื่อสารด้านอารมณ์เช่นกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ&lt;br /&gt;       ส่วนข้อดีของศิลปะในมุมมองของศ.พญ.อลิสานั้น คุณหมอกล่าวว่า “ศิลปะเป็นสิ่งที่คู่กับเด็กๆมาโดยตลอด การที่เด็กๆชอบวาดรูป ระบายสี ใช้เวลาว่างอยู่ในโลกศิลปะนั้น นับเป็นกิจกรรมที่ลงทุนค่อนข้างน้อยเพราะอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีเพียงดินสอสี กระดาษ หรือพู่กันตามถนัด ซึ่งข้อดีที่เด่นชัดของศิลปะนั้น คือ ศิลปะได้สร้าง“จินตนาการ”ของเด็กอยู่เสมอ ดังนั้นพ่อแม่ควรแบ่งเวลาอยู่กับลูกและทำกิจกรรมร่วมกันผ่านศิลปะก็เป็นได้เช่น การวาดรูปด้วยกันพ่อแม่ลูก หรือชื่นชมลูกทุกครั้งที่เขาใช้เวลาอยู่กับศิลปะ”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดีศ.พญ.อลิสา ได้ฝากถึงพ่อแม่ทุกคนว่า “แม้ว่าการที่ลูกชอบจับดินสอวาดภาพระบายสีจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาและพ่อแม่เองก็รู้สึกภูมิใจ แต่ความไม่พอดี และการคาดหวังในตัวเด็กจากพ่อแม่ก็อาจทำร้ายเขาไม่รู้ตัว เพราะเด็กบางคนรักศิลปะมาก จนพ่อแม่เห็นแววว่าลูกน่าจะไปทางสายศิลปะได้ดีกว่ากิจกรรมอื่น จึงเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ และคาดหวังในตัวลูกว่า เขาจะต้องเป็นศิลปิน ต้องวาดรูปเก่ง ซึ่งอันที่จริงแล้วการคาดหวังของพ่อแม่จะเป็นการทำร้ายเขาหากเขาถูกบีบบังคับ ซึ่งหมออยากบอกพ่อแม่ทุกคนว่า ปัจจุบันนี้เด็กไทยเรามักอยู่ในสภาพที่ถูกกดดันมาก เด็กเครียดเพราะความคาดหวังของพ่อแม่ โดยที่พ่อแม่เองไม่ได้คำนึงถึงเรื่อง “พรสวรรค์” ฉะนั้นพ่อแม่ทุกคนควรตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดที่ลูกชอบ ควรให้เขาลงมือทำอย่างมีความสุข อย่าไปคาดหวังกับเขา และเชื่ออยู่เสมอว่า ไม่ว่าเขาจะเลือกกิจกรรมอะไร สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่เขาชอบ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพล ตัณฑเสถียร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ทางด้าน คุณพล ตัณฑเสถียร นักแสดงชื่อดังได้แนะว่า “ปัจจุบันนี้ โกส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับการเล่นเกม ซึ่งจริงแล้วมันไม่เหมาะสมเลย เด็กๆควรจะได้ทำกิจกรรมอื่นบ้าง แต่เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับพ่อแม่ด้วยว่ามีเวลาให้ลูกมากน้อยแค่ไหน เพราะพ่อแม่บางคนทำงานจนไม่สามารถแบ่งเวลาให้ลูกได้อย่างที่ควรจะเป็น และไม่ได้คำนึงว่าเด็กๆกับศิลปะเป็นสิ่งที่ควรอยู่ด้วยกัน เด็กคนไหนห่างไกลศิลปะ ผมว่าน่ากลัวนะ เพราะศิลปะมันเป็นส่วนหนึ่งในการขัดเกลาจิตใจเด็ก แม้ว่าเด็กแต่ละคนจะมีความชอบที่ต่างกันไป แต่ผมเชื่อว่าจินตนาการส่วนหนึ่งมาจากโลกแห่งศิลปะ ผมจึงอยากให้พ่อแม่ให้ความสำคัญกับศิลปะมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าศิลปะได้สร้างความอ่อนโยนทางด้านจิตใจให้กับเด็กๆครับ”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตามศ.พญ.อลิสาและคุณพลต่างมีความเห็นที่ตรงกันว่า “ศิลปะได้สร้างจินตนาการและพัฒนาทักษะด้านความคิดของเด็กๆได้เป็นอย่างดี แต่ศิลปะก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้นของเด็กๆเพราะอย่างที่บอกว่าเด็กแต่ละคนอาจชอบไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจไม่ถนัดศิลปะ และเลือกที่จะเล่นกีฬา พ่อแม่ก็ควรส่งเสริมไปทางด้านนั้นๆแต่อย่าบังคับลูกจนเกินไป เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เด็กๆอาจจะเบื่อในสิ่งที่เขารักก็เป็นได้ ทุกอย่างควรอยู่บนพื้นฐานของความพอดี โดยการส่งเสริมในด้านที่เขาถนัด แต่อาจเสริมกิจกรรมอื่นเพื่อความหลากหลายมากขึ้นก็ได้”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-2404764847879985444?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/2404764847879985444/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=2404764847879985444' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/2404764847879985444'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/2404764847879985444'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/vs.html' title='“เด็กๆVSศิลปะ” ในมุมมองของพี่สาวนายก'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-496715585888817996</id><published>2009-03-14T18:42:00.000-07:00</published><updated>2009-03-14T18:45:44.330-07:00</updated><title type='text'>ลูกชิ้นเด็กกุ๊กไก่ "งานวิจัย"วัยเยาว์</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/you01150352p3.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 447px;" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/you01150352p3.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/you01150352p2.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 601px;" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/you01150352p2.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ลูกชิ้นเด็กกุ๊กไก่ "งานวิจัย"วัยเยาว์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ สดจากเยาวชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกชิ้นของฉัน ลูกชิ้นของฉัน ท่าทางไม่ปลอดภัย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ๊ะ! เสียงเพลงมาจากไหนนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินตามเสียงใสๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงห้องอนุบาล 1/3 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ก็พบคำตอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กๆ กำลังร้องเพลง "ลูกชิ้นของฉัน" ด้วยท่าทางสนุกสนาน น่ารัก สดใส นับเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Approach) เรื่อง "ลูกชิ้น" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงงาน หรือ Project Approach คุณครูจะให้นักเรียนออกมาเสนอหัวข้อที่สนใจหรืออยากเรียนรู้ โดยพูดคุยกันในชั้นเรียน เด็กๆ เสนอมาหลากหลายหัวข้อ เช่น เรื่องดิน ชมพู่ มะละกอ และลูกชิ้น คุณครูจึงทำกราฟแล้วให้เด็กๆ ออกมาติดชื่อตนเองในหัวข้อที่สนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปออกมาได้ว่า ลูกชิ้นเป็นเรื่องที่เด็กๆ สนใจมากที่สุด โดยเริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์เดิมที่มีอยู่เรื่องลูกชิ้น ตั้งคำถามว่าสนใจและสงสัยอะไรเกี่ยวกับลูกชิ้น เช่น ลูกชิ้นคืออะไร ลูกชิ้นทำมาจากอะไร ลูกชิ้นมีกี่ชนิด ทำไมลูกชิ้นมีหลายสี ทำไมลูกชิ้นถึงเป็นลูกกลมๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นให้เด็กๆ สืบค้น หาคำตอบ ทั้งจากอินเตอร์เน็ต พจนานุกรมและนิตยสารต่างๆ โดยหาภาพลูกชิ้น แล้วนำลูกชิ้นของจริงหลายชนิด มาร่วมพูดคุย สำรวจ เปรียบเทียบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องสโนว์ ด.ญ.ชัญญา เตชะไกรศรี สาวน้อยเสียงใส ให้คำตอบว่า "ลูกชิ้นทำมาจากเนื้อสัตว์ และเครื่องปรุง มาบดผสมกัน เอามาปั้นแล้วลวกถึงจะรับประทานได้ ลูกชิ้นมีหลายชนิด มีทั้งลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นไก่ ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาแซลมอน ลูกชิ้นปลาหน้าหมีแพนด้า ลูกชิ้นสาหร่าย และลูกชิ้นญี่ปุ่น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การค้นคว้าในสัปดาห์นี้ เด็กๆ จะได้สำรวจลักษณะ ขนาด เปรียบเทียบความเหมือนความต่าง จากการสังเกตและการสัมผัส รวมทั้งทำศิลปะเกี่ยวกับลูกชิ้น เช่น ลูกชิ้นพิมพ์ภาพ กลิ้งสีด้วยลูกชิ้น ทำลูกชิ้นยักษ์จากกระดาษนิตยสาร และออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับลูกชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องพริมมี่ ด.ญ.พริม วรรณประภา นักออกแบบตัวยง เล่าว่า "ลูกชิ้นที่ซื้อในห้างสรรพสินค้าจะมีแบบห่อโฟมคลุมด้วยพลาสติก กับแบบห่อด้วยสุญญากาศ ซึ่งเก็บได้นานกว่า ที่โรงเรียนหนูได้วาดรูปลงบนถุงพลาสติก เพื่อเอาไว้ใส่ลูกชิ้นที่เราทำเสร็จแล้ว บนถุงต้องมีรูปหมู เพราะเป็นลูกชิ้นหมู ถ้าเป็นลูกชิ้นไก่ต้องวาดรูปไก่ลงไป ทำไว้หลายๆ ใบค่ะ เพื่อนๆ ในห้องก็ช่วยกันทำถุงใส่ลูกชิ้นทุกคนเลย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังได้คำตอบว่าลูกชิ้นคืออะไรแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนลูกชิ้นทำอย่างไร น้องสโนว์เล่าประสบการณ์ที่ได้ลองทำลูกชิ้นปลาในห้องเรียนว่า "ต้องนำเนื้อปลามาบดก่อนแล้วใส่เกลือ บีบใส่หม้อต้ม สโนว์และเพื่อนๆ ปั้นลูกชิ้นใส่ในหม้อ พอสุกแล้วก็ได้ชิมฝีมือของหนูเอง อร่อยมากๆ พอกลับบ้านก็อยากให้คุณแม่ทำให้ทานที่บ้าน จะได้ไม่ต้องไปซื้อ ทำเองทั้งสะอาด ปลอดภัย ประหยัดด้วยค่ะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันต่อมาคุณครูให้เด็กๆ เล่นบทบาทสมมติร้านขายลูกชิ้น เด็กช่วยกันจัดตั้งร้าน จัดวางลูกชิ้น ตกแต่งร้านให้สวยงาม และเรียนรู้เกี่ยวกับลูกชิ้นชนิดต่างๆ กันต่ออีก เด็กๆ และคุณครูร่วมกันหาลูกชิ้นชนิดต่างๆ ที่ยังไม่เคยเห็น นำมาสำรวจดูลักษณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องพริมมี่อธิบายลักษณะลูกชิ้นว่า "ลูกชิ้นรักบี้เป็นรูปยาว ไม่เป็นวงกลม เหมือนวงรี ลูกชิ้นปูอัดเป็นลูกกลมๆ สีชมพูอ่อน มีกลิ่นเหม็นคาว ลูกชิ้นกุ้งมีสีน้ำตาล แข็งๆ ไม่นิ่ม ลูกชิ้นเห็ดหอม เนื้อนิ่มๆ ลื่นๆ เหมือนลูกบอลลูกเล็ก ลูกชิ้นสาหร่าย รูปทรงกลมๆ ลื่นๆ มีหลายสี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเด็กๆ รู้จักลูกชิ้นทะลุปรุโปร่งแล้ว ก็ถึงเวลาหาความรู้นอกรั้วโรงเรียน คุณครูพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อค้นหาคำตอบว่าลูกชิ้นมีที่ไหนบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี่เด็กๆ ต่างตื่นตาตื่นใจที่ได้พบกับดินแดนแห่งลูกชิ้น เด็กๆ พากันเดินสำรวจรอบๆ รีบเดินหาลูกชิ้นเป้าหมายทันที คุณครูไม่รอช้ารีบแจกใบสำรวจลูกชิ้นให้เด็กๆ ทำเครื่องหมายว่าลูกชิ้นที่เห็นเป็นลูกชิ้นอะไร ราคาเท่าไหร่ ก่อนกลับก็ไม่พลาดซื้อลูกชิ้นกลับมาทำสุกี้ โดยคุณครูให้เด็กๆ ช่วยกันล้างทำความสะอาดลูกชิ้นและผัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ส่วนประกอบครบแล้ว พ่อครัวแม่ครัวตัวน้อยใส่ลูกชิ้นและผักลงหม้อ รอสุก เด็กๆ ร่วมรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากกิจกรรมต่างๆ ที่คุณครูจัดให้เด็กๆ ลงมือทำด้วยตนเองนั้น ทำให้เด็กๆ สนุกสนานและสนใจมากกว่าการนั่งฟังเฉยๆ ในห้องเรียน เด็กๆ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างสรรค์จินตนาการในรูปแบบงานศิลปะ ทุกคนช่วยกันวาดรูปและแต่งนิทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องสโนว์เป็นตัวแทนเล่านิทานเรื่องลูกชิ้นจอมซนว่า "มีลูกชิ้นจอมซน ไม่เชื่อฟัง หนีพ่อแม่มาเดินเล่นในป่าใหญ่โดยลำพัง เกิดหลงทางในป่ากลับบ้านไม่ถูก แต่ว่าโชคดี มีนกตัวใหญ่บินผ่านมา จึงช่วยลูกชิ้นจอมซนไว้ แล้วส่งกลับถึงบ้านในทันใด หลังจากนั้นลูกชิ้นจึงไม่กล้าซุกซนอีก และเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่กล้าหนีเที่ยวไปไกลอีกแล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์สุดท้ายของการเรียนรู้ คุณครูกับลูกศิษย์ตัวน้อยร่วมกันสรุปสิ่งต่างๆ ที่เรียนรู้มา นำมาจัดนิทรรศการให้ชมกัน เด็กๆ ร่วมกันตกแต่งห้องเรียน นำสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างไว้จัดวางตามมุมต่างๆ ในห้อง ช่วยกันปั้นลูกชิ้นด้วยดินน้ำมันสำหรับเป็นของที่ระลึกให้ผู้ปกครองที่มาเยี่ยมชม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงวิทยากรรุ่นเยาว์บอกเล่าเรื่องราวของลูกชิ้นให้ท่านผู้ชมฟังอย่างน่าเอ็นดู&lt;br /&gt;……………&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-496715585888817996?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/496715585888817996/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=496715585888817996' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/496715585888817996'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/496715585888817996'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/blog-post_14.html' title='ลูกชิ้นเด็กกุ๊กไก่ &quot;งานวิจัย&quot;วัยเยาว์'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4609714746928424482</id><published>2009-03-13T01:11:00.000-07:00</published><updated>2009-03-13T01:13:10.981-07:00</updated><title type='text'>เลิกพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กได้ด้วย 3 ขั้นตอน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SboViEsA16I/AAAAAAAAAD8/6FpUiBwSbv8/s1600-h/aa552000003098801.JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SboViEsA16I/AAAAAAAAAD8/6FpUiBwSbv8/s200/aa552000003098801.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5312582385555003298" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       เด็กมักถูกมองว่าไม่น่ารัก หากพวกเขาแสดงพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่เรียกว่า "ก้าวร้าว" ออกมา ดังนั้นก่อนที่จะยอมปล่อยให้ลูก ๆ กลายเป็นคนไม่น่ารักในสายตาของผู้ใหญ่รอบข้าง ลองหันมา ลด ละ เลิก พฤติกรรมเหล่านั้นในเด็กกันดูดีไหมคะ เริ่มต้นจาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - สอนให้เด็กตระหนักถึงสิ่งที่เขาทำลงไปว่า "ไม่น่ารักเลย" ทั้งนี้ ผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ญาติผู้ใหญ่ หรือคุณครู ควรทำด้วยอาการสงบ สุภาพ และจี้ให้ตรงจุดถึงพฤติกรรมที่เขาแสดงออกด้วย ยกตัวอย่างการก้าวร้าวทางวาจา เราอาจแบ่งแยกสิ่งที่เด็กต้องการจะสื่อสารออกมาแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ก็คือ เนื้อหา และวิธีการ ซึ่งในกรณีนี้ ถ้า "เนื้อหา" ที่เด็กพูดออกมาเป็นคำหยาบคาย ก็ไม่ต้องสนใจวิธีการสื่อสารแล้ว เพราะถึงอย่างไร มันก็คือการแสดงความหยาบคาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ยกตัวอย่างเช่น ด.ช.เก่ง บอกกับคุณป้าที่ซื้อหุ่นยนต์มาฝากว่า "หุ่นยนต์ที่ป้าซื้อมาฝากเก่งไม่เห็นจะดี/สวยเลย สู้ของ...ก็ไม่ได้" คุณป้าฟังวาจาหลานแล้วคงเดือดปุด ๆ อยากจะริบของคืนไว ๆ ของก็ซื้อมาฝาก ไม่ชอบแล้วยังมาว่ากันเสียอีก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในกรณีนี้ ถ้ามีคุณแม่หรือผู้ใหญ่ท่านอื่นอยู่ในละแวกใกล้เคียง ควรจะพา ด.ช.เก่ง ตัวแสบออกมาคุยกันข้างนอก เพื่อสอนเขาว่า เขาอาจจะไม่ชอบของขวัญนั้นเลย แต่ก็ไม่ควรพูดทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น ถ้าลูกไม่ชอบ ก็แค่ขอบคุณคุณป้าที่คุณป้านึกถึง และซื้อของขวัญมาฝาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การสอนให้เด็กแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ นอกจากจะสุภาพ ไม่ทำให้ใครเสียน้ำใจแล้ว ยังช่วยให้เด็กมองเห็นถึงทางออกอย่างเหมาะสมด้วย และไม่จำเป็นต้องสอนให้เด็กโกหกว่า ชอบของเล่นชิ้นนั้นมากเพื่อคุณป้ายิ้มแก้มปริ ทั้ง ๆ ที่เด็กไม่ได้ชอบมันเลย&lt;br /&gt;       อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของ เนื้อหาที่เด็กพูดออกมา แม้จะไม่มีการใช้คำหยาบคายเลย แต่เมื่อเจอเข้ากับวิธีการนำเสนอของเด็ก ก็อาจทำให้ผู้ปกครองฟังแล้วรู้สึกว่ามันแฝงไปด้วยความก้าวร้าวก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ปกครองก็อาจต้องเข้ามาดูแลในส่วนของ "การนำเสนอ" ความรู้สึกนึกคิดของเด็กผ่านทางวาจา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ยกตัวอย่างเช่น น้องอ้ออายุ 4 ขวบกำลังเล่นอยู่กับคุณยาย แล้วมีของเล่นชิ้นหนึ่งที่อยู่ไกลตัวออกไป น้องอ้อก็เลยบอกให้คุณยายหยิบของเล่นชิ้นนั้นให้เธอ โดยใช้ประโยคว่า "หยิบตุ๊กตาให้หน่อย" เพียงห้วน ๆ สั้น ๆ ประโยคนี้ไม่มีคำหยาบคายปรากฏก็จริง แต่รู้สึกได้ถึงความก้าวร้าวที่แอบแฝงอยู่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่ก็มีคุณยายหลายคน ยิ้มอย่างเอ็นดูและทำตามคำสั่งของหลาน ซึ่งอาจจะดีกว่า หากคุณยายสอนให้หลานเข้าใจว่า ควรจะใช้คำพูด และกิริยาแบบใดกับผู้ใหญ่จึงจะเหมาะสม เพราะแค่คุณยายสอนน้องอ้อว่าควรเปลี่ยนประโยคเป็น "คุณยายขา คุณยายช่วย/กรุณา หยิบตุ๊กตาให้อ้อด้วยได้ไหมคะ" และเมื่อได้ของเล่นชิ้นโปรดแล้ว ก็ต้องยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำว่า "ขอบคุณค่ะ" หลานก็จะเป็นเด็กน่ารักมากขึ้นอีกมากมาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - ปรับพฤติกรรมผู้ปกครองให้เป็นต้นแบบของลูก เมื่อทำให้เด็กตระหนักได้ถึงความก้าวร้าวแล้ว อีกคนหนึ่งที่ต้องตระหนัก หรือเตือนสติตัวเองบ่อย ๆ ก็คือตัวผู้ปกครองนั่นเอง ว่าสิ่งที่ผู้ปกครองประพฤติปฏิบัติอยู่ทุกวันนั้น เป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือไม่ เพราะมีโอกาสที่เด็กจะซึมซับพฤติกรรมของพ่อแม่ผู้ปกครองเอาไว้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ - สถานการณ์แบบเดียวกันขึ้น เด็กก็อาจจะดึงประสบการณ์ที่จดจำมาจากผู้ปกครองมาใช้โดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ยกตัวอย่างเช่น เวลาขับรถยนต์บนท้องถนนในกรุงเทพฯ แล้วถูกรถคันอื่นปาดหน้า พ่อแม่จำนวนไม่น้อย เผลอสบถคำหยาบคายออกมาให้ลูกฟัง โอกาสที่ลูกจะจดจำ และนำมาใช้บ้างเมื่อเขาโตมากขึ้นก็มีสูง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในจุดนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกโตขึ้นแล้วเป็นเหมือนตัวเอง หรือต้องมาอารมณ์เสียเพราะลูกใช้ถ้อยคำประชดประชัน เสียดสีย้อนกลับเข้าหาตัวพ่อแม่เอง สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ ตระหนักถึงพฤติกรรมของตัวเอง และปรับให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง ใช้คำพูดสุภาพ เป็น "ตัวอย่าง" ที่ดีของลูก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - สุดท้าย ปลูกฝังลูกให้ทำตามในสิ่งที่เหมาะที่ควร โดยมีพ่อแม่เป็นบุคคลต้นแบบ (ที่ดีที่สุด) เช่น สอนให้ลูกฝึกใช้คำพูดสุภาพอย่างต่อเนื่อง สอนการควบคุมโทนเสียงให้น่าฟัง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       กรณีนี้อาจสร้างเงื่อนไขให้เด็กปฏิบัติตาม เช่น ถ้าเด็กอยากทานขนมมากขึ้น ๆ ตามมาด้วยการส่งเสียงร้องกรี๊ด ๆ ลงไปดิ้น หรือทุบตีพ่อแม่ พ่อแม่ต้องอดทน และบอกกับเขาว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ถ้าอยากทานขนมก็ต้องบอกว่าอย่างไรคะ แม่ขา หนูขอทานขนมได้ไหมคะ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ถ้ายาขั้นแรกยังไม่แรงพอ เด็กแสบยังเมิน ไม่อยากทำตามที่สอน ก็อาจให้พ่อแม่รุกหนักอีกรอบ โดยการพูดกับลูก ๆ อย่างสงบว่า "ถ้าหนูไม่พูดเพราะ ๆ กับแม่ แม่ก็ไม่มีขนมให้หนูนะ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แป๊บเดียว ไม่นานเกินรอ เดี๋ยวก็มีเสียงอ่อย ๆ มาเองว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ตกลงค่ะ แม่ขา หนูขอทานขนมได้ไหมคะ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สุดท้ายถ้าเด็กยอมพูดตามเงื่อนไข พ่อแม่เพียงแค่ตบท้ายด้วยประโยคดี ๆ เช่น "ได้จ้ะ ถ้าหนูพูดกับแม่เพราะ ๆ แบบนี้ แม่ก็รู้สึกดีที่จะให้หนูทานขนมแล้วล่ะ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กยังอาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวอีกมากมาย เช่น ละครโทรทัศน์หลังข่าว รายการตลก เกมโชว์ เกมวาไรตี้ การ์ตูน ภาพยนตร์ การคบเพื่อน หรือแม้กระทั่งดูถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฯลฯ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรมีกำลังใจ (อย่างมาก) ในการปลูกฝังพฤติกรรมดี ๆ ของสุภาพชนให้ลูกในยุค 2009 ค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4609714746928424482?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4609714746928424482/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4609714746928424482' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4609714746928424482'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4609714746928424482'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/3.html' title='เลิกพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กได้ด้วย 3 ขั้นตอน'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SboViEsA16I/AAAAAAAAAD8/6FpUiBwSbv8/s72-c/aa552000003098801.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-520841998612018005</id><published>2009-03-10T01:36:00.000-07:00</published><updated>2009-03-10T01:39:36.952-07:00</updated><title type='text'>รับมือช่วงปิดเทอม หาวิธีป้องกันเหตุไม่คาดฝัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbYnNfpnjQI/AAAAAAAAAD0/1p0b65hDP2U/s1600-h/552000002905204+(1).JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 157px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbYnNfpnjQI/AAAAAAAAAD0/1p0b65hDP2U/s200/552000002905204+(1).JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5311475923317918978" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbYm9hQ2daI/AAAAAAAAADs/IflOh7-OhtU/s1600-h/552000002905202.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbYm9hQ2daI/AAAAAAAAADs/IflOh7-OhtU/s200/552000002905202.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5311475648873002402" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ช่วงนี้โรงเรียนต่างๆเริ่มทยอยปิดภาคเรียนแล้ว เด็กส่วนใหญ่จึงมักพักผ่อนและทำกิจกรรมต่างๆอยู่ที่บ้าน ซึ่งแม้ว่าบ้านจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดก็ตาม แต่จากการศึกษาการเกิดอุบัติเหตุในเด็ก กลับพบว่า บ้านเป็นสถานที่ที่มักเกิดอุบัติเหตุกับเด็กที่อยู่ในวัยซุกซน เนื่องจากเด็กไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตรายกับตนเองได้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กภายในบ้าน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ดังนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1.บริเวณภายในบ้าน ประตูหน้าต่าง ควรติดตั้งเหล็กกั้นหรือที่ยึดประตู เพื่อป้องกันประตูหนีบ รวมทั้งที่ครอบลูกบิด เพื่อป้องกันเด็กกดลูกบิดเล่น ทำให้ประตูปิดล็อกจนไม่สามารถออกมาได้ ระเบียงบ้าน ควรติดตั้งที่กั้นแบบปิดทึบและหนาแน่น ระยะห่างระหว่างลูกกรงไม่ควรถี่เกินไปเพราะอาจทำให้ศีรษะ แขน ขาของเด็กเข้าไปติดและต้องไม่เว้นช่องห่างเกินไป อาจทำให้เด็กอาจพลัดตกลงไปได้ บันได ควรติดตั้งที่กั้นบริเวณราวบันได โดยช่องห่างระหว่างราวบันไดไม่ควรห่างเกินไป เพื่อป้องกันเด็กพลัดตก อีกทั้งไม่ควรวางของตามขั้นบันได เพราะเด็กอาจเหยียบจนลื่นล้มตกบันได&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       2.ปลั๊กไฟ ควรหาที่ครอบปลั๊กไฟและติดตั้งปลั๊กไฟบนที่สูงหรือในระดับที่เด็กเอื้อมไม่ถึง เพื่อป้องกันเด็กเอานิ้วหรือวัตถุอื่นแหย่เล่น ทำให้ถูกไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช๊อต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3.พัดลม ควรเลือกใช้พัดลมที่มีขาตั้งสูงและมีฝาครอบป้องกันที่ปิดล๊อกอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เด็ก เอามือไปจับใบพัด ทำให้โดนใบพัดบาด และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วควรถอดปลั๊กออกทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันเด็กเปิดพัดลมเล่นและเอานิ้วแหย่เข้าไปในพัดลมที่ใบพัดกำลังหมุนอยู่ห้องครัว อุปกรณ์เครื่องครัว ควรจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะของมีคมที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เช่น มีด ส้อม ควรเก็บในที่มิดชิด กระติกน้ำร้อนและกาต้มน้ำ ควรวางบนโต๊ะหรือบนชั้นเหล็กที่มีสภาพมั่นคง แข็งแรง และเด็กไม่สามารถเอื้อมถึงได้ รวมถึงไม่ควรวางบนโต๊ะที่มีผ้าคลุมโต๊ะที่ปล่อยชายยาวออกมา เพราะเด็กอาจดึงชายผ้าทำให้น้ำร้อนหกลวกตัวเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       4.ห้องน้ำ พื้นห้องน้ำ ควรใช้กระเบื้องที่มีผิวขรุขระหรือมีลักษณะด้าน ไม่ควรใช้กระเบื้องที่มีลักษณะมันวาว เพราะหากเปียกน้ำจะยิ่งลื่น ทำให้หกล้มได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งควรปูพรมยางหรือพรมเช็ดเท้าบริเวณหน้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันเด็กลื่นล้ม หลังจากใช้ห้องน้ำเสร็จแล้ว ควรปิดประตูทุกครั้ง ไม่ปล่อยให้เด็กเข้าห้องน้ำตามลำพังเพราะอาจลื่นล้มหรือจมน้ำเสียชีวิตจากการลงไปเล่นในถังหรืออ่างน้ำ ควรปิดภาชนะกักเก็บน้ำอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันเด็กหัวทิ่มลงน้ำและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ปลอดภัยได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ จุดเสี่ยงอันตรายอื่นๆภายในบ้าน เช่น จุดวางสารเคมี ได้แก่ น้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ ผงซักฟอก ยาฆ่าแมลง และสารเคมีต่างๆ หลังใช้งานเสร็จแล้วต้องปิดฝาให้เรียบร้อย แน่นหนา จุดวางเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตะปู ค้อน หรือวัตถุที่มีลักษณะแหลมคม ควรเก็บในที่มิดชิด นอกจากนี้ ควรเก็บยารักษาโรคไว้บนที่สูงหรือในที่ที่เด็กไม่สามารถหยิบได้ เช่น ตู้วางของ หรือตู้ยาสามัญประจำบ้าน เพราะเด็กอาจนำไปรับประทานจนเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       บริเวณนอกบ้าน บ่อน้ำหรือสระน้ำ ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นบริเวณดังกล่าวโดยลำพัง เพราะเสี่ยงต่อการตกน้ำ ลานจอดรถ เป็นสถานที่มีความเสี่ยงมากสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นลานกว้างที่เด็กมักใช้เป็นสถานที่เล่น ควรสอนมิให้เด็กเล่นบริเวณดังกล่าว และรู้อันตรายของรถ หากมีรถเข้า-ออกจากบ้าน ควรให้เด็กอยู่ห่างจากรถมากที่สุด รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการถอยรถเข้า-ออกจากบ้าน ถนนหน้าบ้าน เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเพราะมักมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์วิ่งผ่าน จึงไม่ควรให้เด็กเล่นบริเวณดังกล่าว เพราะอาจถูกรถเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี แม้ว่าบ้านจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่หากขาดความเอาใจใส่ดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบบ้าน รวมถึงการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษแล้ว บ้านก็อาจเป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดอันตรายสำหรับเด็กได้ ดังนั้น การดูแลสภาพแวดล้อมในบ้านและบริเวณรอบบ้านให้ปลอดภัย โดยจัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย และระมัดระวังภัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายกับเด็ก และทำให้ช่วงปิดภาคเรียนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและสนุกสนานของเด็ก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-520841998612018005?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/520841998612018005/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=520841998612018005' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/520841998612018005'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/520841998612018005'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/blog-post_10.html' title='รับมือช่วงปิดเทอม หาวิธีป้องกันเหตุไม่คาดฝัน'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbYnNfpnjQI/AAAAAAAAAD0/1p0b65hDP2U/s72-c/552000002905204+(1).JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-6320537546374172003</id><published>2009-03-06T21:20:00.000-08:00</published><updated>2009-03-06T21:22:25.985-08:00</updated><title type='text'>ผลวิจัยชี้เด็กใจร้อนแต่เล็ก แนวโน้มข้องแวะการพนัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbIEhWLS30I/AAAAAAAAADg/bSE5BY7F4cY/s1600-h/aa552000002673901.JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 152px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbIEhWLS30I/AAAAAAAAADg/bSE5BY7F4cY/s200/aa552000002673901.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5310311881558384450" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รอยเตอร์ – นักวิจัยแคนาดาระบุเด็กอนุบาลที่ครูระบุว่ามีพฤติกรรม ‘หุนหันพลันแล่น’ มีแนวโน้มชอบการเสี่ยงโชค เช่น เล่นไพ่หรือพนันขันต่อก่อนก้าวเข้าสู่วัยรุ่น &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ลินดา ปากานี ผู้นำการวิจัยจากศูนย์วิจัยของเซนต์-จัสติน ยูนิเวอร์ซิตี้ ฮอสปิตอล และมหาวิทยาลัยมอนทรีอัล ชี้ว่าการศึกษาที่ตีพิมพ์ในอาร์ไคฟ์ส ออฟ เพเดรียทริกส์ แอนด์ อะโดเลสเซนต์ เมดิซิน เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมการเสี่ยงโชคในหมู่เด็กเล็ก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ปากานีเสริมว่า ผลการศึกษานี้เป็นการเพิ่มการพนันขันต่อลงในรายการปัญหาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความใจร้อนของเด็กเล็ก ซึ่งรวมถึงการทำผิดกฎ เรียนไม่จบชั้นมัธยม ปัญหาสุขภาพจิต และการติดยาเสพติดเมื่อโตขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        นักวิจัยได้ขอให้ครูโรงเรียนอนุบาล 163 คน ทำแบบสอบถามเมื่อเปิดภาคเรียน เพื่อให้คะแนนความไม่สนใจเรียน และอาการสมาธิสั้นของนักเรียน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        หกปีต่อมา เมื่อเด็กมีอายุเฉลี่ย 11.5 ปี นักวิจัยจะทำการสัมภาษณ์เด็กทางโทรศัพท์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการเสี่ยงโชค เช่น การเล่นไพ่หรือบิงโก การซื้อล็อตเตอรี่ เล่นวิดีโอเกมหรือวิดีโอเกมโป๊กเกอร์กินเงิน หรือพนันผลการแข่งขันกีฬาระหว่างนั่งดูข้างสนาม หรือพนันกับเพื่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        หลังจากควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่น องค์ประกอบของครอบครัว การศึกษาของพ่อแม่ และรายได้ของครอบครัว นักวิจัยพบว่าความหุนหันพลันแล่นที่เพิ่มขึ้นทุกหนึ่งคะแนนสมัยเรียนอนุบาล เพิ่มแนวโน้มในการเกี่ยวข้องกับการพนันเมื่อเด็กอยู่เกรดหกถึง 25%&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ปากานีสำทับว่า เด็กที่เริ่มเล่นการพนันในช่วงวัยรุ่นมีแนวโน้มมีปัญหาเกี่ยวกับการเสี่ยงโชครุนแรงเมื่อเป็นผู้ใหญ่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        อย่างไรก็ตาม ดร.ทิโมธี ฟอง จากแกมบลิง สตัดดี้ส์ โปรแกรม แอนด์ อิมพัลส์ คอนโทรล ดิสออร์เดอร์ คลินิก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแองเจลีส กล่าวว่าผู้ปกครองควรตระหนักว่า ความใจร้อนและการเล่นพนันตั้งแต่เด็กไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีปัญหาพฤติกรรมร้ายแรงเมื่อเป็นผู้ใหญ่เสมอไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        แต่สิ่งที่งานศึกษาชิ้นนี้นำเสนอคือ หลักฐานที่ชัดเจนขึ้นที่บ่งชี้วิธีการที่พฤติกรรมการพนันก่อตัวขึ้นมาคือตั้งแต่ช่วงก่อนวัยรุ่นด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-6320537546374172003?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/6320537546374172003/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=6320537546374172003' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/6320537546374172003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/6320537546374172003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='ผลวิจัยชี้เด็กใจร้อนแต่เล็ก แนวโน้มข้องแวะการพนัน'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbIEhWLS30I/AAAAAAAAADg/bSE5BY7F4cY/s72-c/aa552000002673901.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4354351411894529563</id><published>2009-03-05T18:01:00.000-08:00</published><updated>2009-03-05T18:03:09.136-08:00</updated><title type='text'>5 แนวทางสอนคิด เติม"วิทย์"ให้เด็กอนุบาล</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbCEVXpKrPI/AAAAAAAAADY/lZB1aXuYGfk/s1600-h/552000002718301.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 129px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbCEVXpKrPI/AAAAAAAAADY/lZB1aXuYGfk/s200/552000002718301.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309889463328615666" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       วิทยาศาสตร์เป็นยาขมสำหรับเด็ก ๆ จริงหรือ ? ถ้าเด็ก ๆ เรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจะยากเกินไปไหม ? ควรจะให้เด็ก ๆ อนุบาลเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร ? คำถามเหล่านี้ต่างพ่อแม่ผู้ปกครอง และแม้แต่คุณครูเองก็ยังสงสัยอยู่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แท้จริงแล้ววิทยาศาสตร์คือความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเอง ซึ่งความพยายามเช่นนี้จะติดตัวกับมนุษย์เรามาตั้งแต่แรกเกิด เห็นได้จากธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเจอ และบางครั้งก็เป็นคำถามที่ยากเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะให้คำตอบ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ผู้ใหญ่หลายคนที่ไม่เข้าใจในธรรมชาติความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆ ของเด็ก จึงปิดกั้นโอกาสทางการเรียนรู้ของพวกเขาโดยการไม่ให้ความสนใจกับคำถามและการค้นพบแบบเด็กๆ หรือไม่ได้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิดที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนาทักษะของเด็กต้องขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดร. วรนาท รักสกุลไทย นักการศึกษาปฐมวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา (ฝ่ายอนุบาล) กล่าวว่า "เราคงทราบดีกันอยู่แล้วว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเพียงใด แต่สำหรับเด็กอนุบาล แนวทางการสอนต่างหากที่จะทำให้เด็กสนใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือครูต้องแม่นยำในพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก รวมถึงต้องอย่าลืมเรื่องจินตนาการที่มีอยู่สูงในเด็กวัยนี้"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในด้านวิทยาศาสตร์นั้น อาจไม่จำเป็นต้องแยกออกมาสอนเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ และอาจไม่ต้องกล่าวคำว่าวิทยาศาสตร์เมื่อให้เด็กทำกิจกรรมเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ครูปฐมวัยควรจะตระหนักรู้ว่ากิจกรรมที่จัดให้กับเด็กในแต่ละช่วงเวลานั้น เป็นการส่งเสริมทักษะและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อะไรให้กับเด็กๆ และควรจะจัดกิจกรรมอย่างไรเพื่อจะสามารถตอบสนองและต่อยอดธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเป็นระบบ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สสวท. กล่าวถึงแนวทางในการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาลว่า "แนวทางของ สสวท.คือต้องการให้คุณครูบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้าไปในการเรียนการสอนปกติของเด็ก ๆ ซึ่งครูและนักการศึกษาปฐมวัยอาจจะมีคำถามว่า จะต้องแยกวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นอีกวิชาหนึ่งไหม จริง ๆ คือไม่ต้อง เพราะการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ต้องแยกเป็นวิชา เพราะวิทยาศาสตร์คือกระบวนการการเรียนรู้ อยากให้คุณครูมองว่า มันคือการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวของเด็กๆ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "สำหรับปัญหาที่พบในขณะนี้ก็คือ บางครั้งเด็กมีคำถาม แล้วครูตอบไม่ได้ เพราะเราก็ต้องเข้าใจครูปฐมวัยด้วยว่า อาจไม่มีพื้นฐานในสายวิทย์มากนัก ดังนั้นเมื่อครูเกิดตอบคำถามเด็กไม่ได้ก็จะเกิดหลายกรณีตามมา เช่น ครูบอกเด็กว่า เธออย่าถามเลย เด็กก็ถูกปิดกั้นการเรียนรู้ไปเสียอีก กับอีกแบบคือ ครูตอบคำถามเด็ก ซึ่งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน ให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอให้ครูหามาป้อน และถ้าครูตอบผิด เด็กก็อาจจำไปผิด ๆ ได้"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ ดร.เทพกัญญา ยังได้ให้แนวทางในการ "สืบเสาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก" อันประกอบแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อดังนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1. ตั้งคำถามที่เด็กสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง เช่น คำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว หรือโลกของเรา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2. ออกไปหาคำตอบด้วยกัน เนื่องจากคำถามในระดับเด็กอนุบาลมักจะเปิดกว้าง ดังนั้นการค้นหาคำตอบอาจมีครูคอยช่วยจัดประสบการณ์ให้เด็กตามที่เขาตั้งขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3. เมื่อขั้นสองสำเร็จ เด็กจะเอาสิ่งที่เขาค้นพบมาไปตอบคำถามของเขาเอง ในขั้นนี้คุณครูอาจช่วยเสริมในแง่ของความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือในด้านของเหตุและผล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4. นำเสนอสิ่งที่เขาสำรวจตรวจสอบมาแล้วให้กับเพื่อน ๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       5. การนำสิ่งที่เด็กค้นพบคำตอบนั้นไปเชื่อมโยงกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับข้อ 5 นั้น ดร.เทพกัญญากล่าวว่า ในระดับเด็กอนุบาลอาจยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ อาจต้องเป็นเด็กชั้นประถมศึกษาขึ้นไป แต่คุณครูก็ไม่ควรละเลย หากมีเด็กอนุบาลบางคนเข้าใจ คุณครูก็อาจช่วยให้เขาสามารถอธิบายได้แบบวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่จำเป็นต้องเคี่ยวเข็ญเด็ก ๆ แต่อย่างใด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ไม่เพียงแต่คุณครูและโรงเรียนที่จะเป็นผู้ส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ๆ แต่พ่อและแม่เองนั้นก็มีบทบาทมากเช่นกัน แนวทางดี ๆ ข้างต้น อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เด็ก ๆ และครอบครัวในยุคต่อไปเข้าใจ และรักใน "วิทยาศาสตร์" ได้มากขึ้นก็เป็นได้ค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4354351411894529563?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4354351411894529563/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4354351411894529563' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4354351411894529563'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4354351411894529563'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/03/5.html' title='5 แนวทางสอนคิด เติม&quot;วิทย์&quot;ให้เด็กอนุบาล'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SbCEVXpKrPI/AAAAAAAAADY/lZB1aXuYGfk/s72-c/552000002718301.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-8032487461812028690</id><published>2009-02-26T23:01:00.000-08:00</published><updated>2009-02-26T23:03:24.099-08:00</updated><title type='text'>เลี้ยงลูกอยู่บ้าน vs ทำงานออฟฟิศ" ทางชีวิตที่แม่ต้องเลือก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SaeQLG-KFkI/AAAAAAAAADQ/plkrELanSOA/s1600-h/552000002394401.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 133px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SaeQLG-KFkI/AAAAAAAAADQ/plkrELanSOA/s200/552000002394401.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5307369206403700290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป สำหรับคุณแม่คนใหม่ในการตัดสินใจเลือกเส้นทางการดำเนินชีวิตหลังคลอดบุตร หลายคนตัดสินใจอยู่นาน ระหว่างการลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ กับการกลับไปเป็นสาวออฟฟิศตามเดิมเมื่อครบกำหนดลาคลอด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทางเลือกข้างต้นจึงเป็นสถานการณ์ที่คุณแม่มือใหม่แทบทุกคนต้องเผชิญ ซึ่งแต่ละคนก็มีปัจจัยให้พิจารณาแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ครอบครัว สถานการณ์โดยรวมของครอบครัวในขณะนั้น มีพี่เลี้ยงดี ๆ รอเลี้ยงให้หรือไม่ หรือคุณแม่บางท่านก็อยากลาออกมาเลี้ยงลูกอยู่บ้านเอง แต่ติดปัญหาด้านการเงิน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น เพื่อไม่ให้การตัดสินใจเลือกทางเดินของคุณแม่ต้องถูกกดดันมากเกินไป เรามีแนวทางในการช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมาฝากกันค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       วางแผนแต่เนิ่น ๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับครอบครัวที่อยากมีบุตร หากมีการวางแผนด้านการเงินเอาไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดีมาก หรืออย่างน้อยในระหว่างตั้งครรภ์มีการเก็บเงินร่วมกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่ก็ถือว่ายังไม่สายเกินไป เพราะแผนการเก็บเงินเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาเงินตึงมือหลังคลอดของครอบครัวได้มาก และช่วยลดแรงกดดันของคุณแม่ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะกลับไปทำงานอีกครั้งหรือไม่ให้น้อยลงด้วย (การเตรียมการในข้อนี้ไว้อย่างดีจะช่วยลดความเครียดของคุณแม่หลังคลอดได้อีกมากนะคะ)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี หากไม่มีการวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า เมื่อทราบว่ามีการตั้งครรภ์ ก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเร่งเก็บเงินเตรียมเอาไว้ และประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด โดยอาจเก็บเงินเดือนของฝ่ายคุณแม่เอาไว้ และใช้แต่เงินเดือนของฝ่ายคุณพ่อ เพื่อที่ว่าหลังคลอด อย่างน้อยก็ยังเหลือเงินเดือนสะสมของคุณแม่เอาไว้ถึง 7 - 8 เดือน นอกจากนั้น การประหยัดในรูปแบบต่าง ๆ ก็ช่วยให้เงินเหลือเก็บได้มากขึ้นด้วย เช่น ซื้อของใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ซื้อทีเป็นแพ็กใหญ่ ๆ จะทำให้ราคาต่อหน่วยถูกลง เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อปัญหาด้านการเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญน้อยลง ครอบครัวก็มีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตได้ตามใจต้องการมากขึ้นค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       มีแผนที่ยืดหยุ่นได้สูง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แผนที่มีความยืดหยุ่นสูงนั้น จะต้องเกิดจากการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อคุณมีลูก บางครั้งบทความ Howto ต่าง ๆ ก็อาจไม่ช่วยคุณได้มากนัก เพราะจะมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาท้าทายคุณได้ทุกวันไม่มีหยุด หากคุณไม่มีการเตรียมความพร้อมให้ครอบครัวคุณมีความยืดหยุ่น ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ก็อาจทำให้คุณไม่มีทางเลือกในการตัดสินใจที่ดี และหลากหลายเพียงพอ และสุดท้ายก็อาจทำให้คุณไม่สามารถเลือกในสิ่งที่ใจตัวเองต้องการอย่างแท้จริงได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       วางแผนร่วมกัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ข้อหนึ่งที่คุณแม่พึงตระหนักก่อนตัดสินใจก็คือ คุณไม่ได้เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว คุณยังมีสามีเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญค่ะ ดังนั้น ควรจะให้เขามีส่วนในการวางแผนอนาคตของครอบครัวด้วย เพราะมีตัวอย่างคุณแม่หลายท่านที่ครบกำหนดลาคลอดแล้ว ก็ได้คุณพ่อคนดีรับหน้าที่ดูแลลูกต่อให้ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้งานของคุณพ่อบางท่านมีความยืดหยุ่นสูงกว่าเดิม ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ทำงานจากบ้านผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้) เท่านี้ ครอบครัวก็จะยังคงเป็นครอบครัว และเดินหน้าไปได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้น อย่าลืมปรึกษาคนข้างกายนะคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่ารู้สึกผิด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับคุณแม่ที่รักในงานที่ทำอยู่ และต้องการจะกลับไปเพราะยังสนุกกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับ สิ่งหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างก็คือ การรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลลูกได้ด้วยตนเอง ซึ่งในข้อนี้ การมองหาพี่เลี้ยงดี ๆ หรือเนิร์สเซอรี่ที่มีคุณภาพอาจช่วยทดแทนความรู้สึกนี้ได้ (บางทีการฝากหลานให้คุณย่าคุณยายเลี้ยงก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน เมื่อท่านได้ใกล้ชิดหลาน ๆ ก็อาจช่วยให้หัวใจของผู้สูงอายุสดใสมีความสุขได้ค่ะ แต่ต้องพิจารณาจากสุขภาพของท่านด้วยนะคะ)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       คุณแม่ที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาดูแลลูกอยู่บ้านก็เช่นกัน บางครั้งอาจเกิดความรู้สึกผิดหากครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน ในส่วนนี้แก้ได้โดย คุณแม่อาจช่วยคุณพ่อประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพราะเมื่อไม่ต้องไปทำงาน ค่าใช้จ่ายในการแต่งเนื้อแต่งตัว ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวันก็อาจจะลดลงไปตามส่วน นอกจากนี้ ก็อาจมองหางานพาร์ทไทม์เบา ๆ ทำได้ เช่น ทำธุรกิจออนไลน์ หรือเป็นอาสาสมัครช่วยทำกิจกรรมสังคม เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์เช่นนี้ การตัดสินใจเลือกทางที่ต้องการอาจไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เราสามารถเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าได้ก็คือ การมีทางออกหลาย ๆ ทางไว้ในกรณีที่ต้องตัดสินใจ เพราะในที่สุดแล้ว คนที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือตัวคุณแม่เอง ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่เจ้านาย ดังนั้น ควรเคารพการตัดสินใจของตนเอง เพราะคุณเป็นคนที่เข้าใจทุกอย่างดีที่สุดค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก more4kids.info&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-8032487461812028690?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/8032487461812028690/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=8032487461812028690' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/8032487461812028690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/8032487461812028690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/02/vs.html' title='เลี้ยงลูกอยู่บ้าน vs ทำงานออฟฟิศ&quot; ทางชีวิตที่แม่ต้องเลือก'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SaeQLG-KFkI/AAAAAAAAADQ/plkrELanSOA/s72-c/552000002394401.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-5696706584181845735</id><published>2009-02-18T00:43:00.000-08:00</published><updated>2009-02-18T00:45:42.555-08:00</updated><title type='text'>ไอเดียสร้าง "บ้านสองภาษา" บทพิสูจน์ความทุ่มเทพ่อแม่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SZvKp6HxwsI/AAAAAAAAACY/cN2b2onywzM/s1600-h/552000001950704.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 149px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SZvKp6HxwsI/AAAAAAAAACY/cN2b2onywzM/s200/552000001950704.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5304055807484216002" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SZvKg1woUQI/AAAAAAAAACQ/LUnZFk-sOH8/s1600-h/552000001950701.JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 195px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SZvKg1woUQI/AAAAAAAAACQ/LUnZFk-sOH8/s200/552000001950701.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5304055651694563586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; เป็นความพยายามที่ต้องอาศัยความอดทนอย่างสูงทีเดียว สำหรับครอบครัว ๆ หนึ่งในการสร้างสภาพแวดล้อม "สองภาษา" ให้กับลูกซึ่งถือเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว ในบ้านหลังนี้ คุณพ่อ "พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายด์ คอนเน็กชันส์ จำกัด ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลักได้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านภาษาอังกฤษให้กับลูกตั้งแต่แรกคลอด โดยการสื่อสารกับลูกสาวด้วยภาษาอังกฤษมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ขณะที่คุณแม่ “เยาวลักษณ์ ลาภเลิศสุข” จะเป็นผู้สื่อสารกับลูกด้วยภาษาไทย ถึงวันนี้ น้อง "เพ่ยเพ่ย" – ด.ญ. ปลายฟ้า เตชพาหพงษ์ จึงเป็นเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่สามารถสื่อสารได้มากกว่า 1 ภาษาจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคุณพ่อและคุณแม่ มุมมองของครอบครัวนี้ต่อการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       คุณพ่อพงษ์ระพีเล่าว่า "ย้อนไปประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมมีน้องเพ่ยเพ่ย ลูกสาวคนแรก สิ่งที่ผมมองต่อไปเพื่ออนาคตของลูกก็คือ โลกในยุคที่ลูกโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ซึ่งผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า โลกเราจะเข้าสู่สังคมแบบโกลบอล ในอีก 15 - 20 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะย้ายมาอยู่เอเชีย คำถามก็คือ ศักยภาพของเด็กไทยจะได้รับการพัฒนาไปถึงจุดนั้นไหม เด็กของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เขามีความสามารถในการพูดได้มากกว่า 2 ภาษาอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ฮ่องกงก็เช่นกัน ส่วนประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เขาก็มีแต้มต่อในตัวเอง แม้พูดภาษาที่สองไม่ได้ก็ยังไม่เป็นไร แต่ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน เพราะเราเองยังมีปัญหากับภาษาที่สองอยู่เลย"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ผมเองก็เป็นผลผลิตของระบบการศึกษาที่ผ่านมา เจอปัญหาด้านภาษาอังกฤษแบบที่คนไทยหลาย ๆ คนเจอ ถามว่าคนไทยโง่หรือเปล่า ไม่ใช่ แต่ผมมองว่าในช่วงจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ เราเรียนรู้ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของภาษา ผมไม่อยากให้ลูกมาเจอสภาพคล้าย ๆ กัน อยากให้ภาษาอังกฤษเป็นความสามารถพื้นฐานของเขา ลูกจะได้มีเวลาไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องอื่น ๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการปรับบ้านให้เป็นบ้านสองภาษาครับ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การเริ่มต้น "บ้านสองภาษา" ของคุณพ่อท่านนี้ จึงเริ่มจากการศึกษาหาข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคุณพงษ์ระพีเล่าว่า ในต่างประเทศมีการทำบ้านสองภาษาเช่นกัน และมีการรวมตัวกันเป็นสมาคมด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ในต่างประเทศมีคนที่สนใจคล้าย ๆ กันกับเรา ซึ่งพ่อแม่เขาเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัวก่อน ไม่มีการเขียน ไม่มีการจด ไม่มีไวยากรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการสอนโดยใช้บริบทของสภาพแวดล้อม สอนเหมือนสอนภาษาแม่ โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน เช่น หมอน ตะกร้า ของเล่น เราใช้การพูดซ้ำ ๆ นำคำศัพท์มาบวกกับคำกริยา เป็นประโยคคำสั่งง่าย ๆ ให้ลูกฟังซ้ำ ๆ เมื่อลูกมีความเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่เราพูด ก็เริ่มมีประโยคคำถามตามมาให้ลูกตอบ yes no เป็นขั้น ๆ ไปครับ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       จากแนวทางดังกล่าว คุณพงษ์ระพีเลือกที่จะเป็นคนสื่อสารกับลูกเป็นภาษาอังกฤษมาตลอดระยะเวลา 3 ปี และให้ภรรยาเป็นผู้สื่อสารกับลูกด้วยภาษาไทย ซึ่งการใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เนื่องจากมีสื่อการสอนต่าง ๆ วางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก พ่อแม่สามารถนั่งฝึกภาษากับลูกไปด้วยกันได้ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองพึงระวังก็คือ การตรวจสอบสิ่งที่ต้องการสอนก่อนจะพูดออกไป เพราะเด็กจะจดจำได้อย่างแม่นยำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ภาษาที่ให้ลูกเรียนคือภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน ดังนั้นการเรียนรู้จึงเริ่มจากการพูดและฟังก่อน พูดในสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่สิ่งที่ควรพูด พ่อแม่ที่จะพูดต้องทราบว่าพูดอย่างไรให้ถูกต้องตามหลัก ซึ่งอาจจะไปศึกษาไวยากรณ์มาก่อนให้เป็นประโยคที่ถูกต้อง เวลาสอนลูกไม่ต้องอธิบาย พูดอย่างเดียว เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง เด็กจะสามารถนำออกมาใช้ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น ประโยคคำถามว่า คุณไปไหนมา เด็กจะทราบว่าต้องใช้ where have you been? ไม่ใช่ where do you go? เพราะความรู้สึกของเขาจะบอกทันทีว่าไม่ใช่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องเรียนรู้เรื่อง Tense มาก่อน เป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ร่วม"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ คุณพงษ์ระพียังเพิ่มการสอนภาษาจีนให้กับลูกด้วย โดยเริ่มสอนเมื่อเขาโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ซึ่งในเด็กโต และภาษาแม่แข็งแรงแล้ว อาจเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสร้างเงื่อนไข หรือแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ เพิ่มเติม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ผมไปเมืองจีนแล้วโทรศัพท์คุยกับลูก ก็ถามลูกว่า อยากมาประเทศจีนบ้างไหม ถ้าอยากมา ก็ต้องพูดจีนให้ได้ เพราะคนที่นี่เขาพูดกันแต่ภาษาจีน หลังจากนั้น 4 เดือน ก็พบว่า ลูกเริ่มสนใจพูดภาษาจีนมากขึ้น บางครั้งเขาพูดกับผมก็อาจจะพูดอังกฤษกับจีนปนกัน แต่ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะวันหนึ่งถ้าเขามีคลังศัพท์มากพอ เขาจะแยกสองภาษานี้ออกจากกันได้เองครับ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ในส่วนนี้ ผู้ใหญ่จะผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ ดังนั้น เราจะทราบว่าสิ่งไหนไม่ควรไปเสียเวลากับมัน หรือบางเรื่องที่เราทราบว่ามันดีกับเด็ก เราก็ควรแนะนำ และส่งเสริมเขา พ่อแม่ควรเปิดทางเลือกต่าง ๆ ให้กับลูกให้มากที่สุดดีกว่าปล่อยลูกไปตามยถากรรม เพราะเด็กเองก็ยังไม่ทราบว่าเขาอยากเป็นอะไร ดังนั้น หากเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ ด้านจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการของเขาเมื่อเขาเติบโตขึ้น"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการฝึกภาษาที่สองให้ลูก ๆ เพิ่มเติม คุณพงษ์ระพียังได้เปิดเว็บไซต์เพื่อสร้างเป็นชุมชนและแหล่งความรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานมีความสามารถในการพูดภาษาที่สองได้ด้วยที่ www.2pasa.com&lt;br /&gt;...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-5696706584181845735?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/5696706584181845735/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=5696706584181845735' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/5696706584181845735'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/5696706584181845735'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/02/blog-post_18.html' title='ไอเดียสร้าง &quot;บ้านสองภาษา&quot; บทพิสูจน์ความทุ่มเทพ่อแม่'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SZvKp6HxwsI/AAAAAAAAACY/cN2b2onywzM/s72-c/552000001950704.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-3117821216173080300</id><published>2009-02-08T06:27:00.000-08:00</published><updated>2009-02-08T06:28:26.103-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TeNgwMI8Xa8&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/TeNgwMI8Xa8&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-3117821216173080300?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/3117821216173080300/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=3117821216173080300' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/3117821216173080300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/3117821216173080300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/02/blog-post_711.html' title=''/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4537536943324258019</id><published>2009-02-06T07:12:00.000-08:00</published><updated>2009-02-06T07:14:41.242-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYxT0f610PI/AAAAAAAAACI/M3aEhoHEjYA/s1600-h/bb.JPEG"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 151px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYxT0f610PI/AAAAAAAAACI/M3aEhoHEjYA/s200/bb.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5299703022894829810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYxTrXr6EKI/AAAAAAAAACA/o10ZE1vOOQE/s1600-h/aa.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 194px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYxTrXr6EKI/AAAAAAAAACA/o10ZE1vOOQE/s200/aa.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5299702866065887394" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ไอเดียตุนเสบียง "ขนม-ของว่าง" หลังเลิกเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 13:23 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ขึ้นชื่อว่า "ของว่าง - ขนม" คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่วัยเด็กต้องการ นอกจากจะช่วยเสริมความสุขในชีวิตประจำวันแล้ว ขนม หรือของว่างบางชนิดยังมีคุณค่าทางอาหาร และจำเป็นต่อร่างกายด้วย โดยสัดส่วนที่พอเหมาะสำหรับพลังงานที่เด็กควรได้รับจากการรับประทานอาหารว่างควรอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวัน (อ้างอิงจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ อาหารว่างสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 2 - 15 ปีควรเป็นอาหารที่บริโภคระหว่างอาหารมื้อหลัก และไม่ควรเกินวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อควรมีพลังงานเฉลี่ย 100 - 150 กิโลแคลอรี่ ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ซึ่งอาหารว่างที่ดีไม่ควรจะมีรสหวาน มัน หรือเค็มจัดจนเกินไป และควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น โปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามิน หรือใยอาหาร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี จากการสำรวจการรับประทานอาหารว่างของเด็กในปัจจุบันพบว่า เด็กเล็กอายุระหว่าง 3 - 5 ปี ได้รับพลังงานจากอาหารว่างมากเกินไป โดยมาจากการชื่นชอบรับประทานขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ซึ่งมีส่วนผสมของแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณสูง เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนจึงมักพบแต่เด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคอ้วนถามหากันมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การตุนเสบียง "ของว่าง" ในตู้เย็นไว้รอท่าเด็ก ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย โดยมีคำแนะนำในการเลือกซื้อดังนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1. อาหารว่างที่มีประโยชน์และควรมีติดไว้ประจำบ้านอาจเป็น นมจืด ผลไม้อบแห้ง (ชนิดไม่หวาน) ขนมปังกรอบชนิดโฮลวีท หรือ ผลไม้สด (กล้วย ส้ม มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่) ซึ่งการจัดเตรียมอาหารว่างสำหรับเด็กอาจตัดผลไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอคำ และควรหลีกเลี่ยงผลไม้สดที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำใย ขนุน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2. เครื่องดื่ม อาจเป็นนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม หรือน้ำผลไม้ ซึ่งควรพิจารณาเรื่องของน้ำตาล หากมีน้ำตาลสูงจนเกินไปก็ไม่ควรให้เด็กบริโภค หรือถ้าเป็นไปได้ คุณพ่อคุณแม่มีเวลาคั้นน้ำผลไม้ให้ลูกรับประทานเองได้ก็จะดี และมีประโยชน์มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       3. พืชหัว และธัญพืช เช่น เมล็ดทานตะวันอบ เม็ดฟักทองอบ เม็ดแตงโตอบ ถั่วต้ม ข้าวโพดต้ม มันต้ม เหล่านี้ก็เป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กเช่นกัน แต่ไม่ควรเลือกธัญพืช ฯลฯ ที่ผ่านการทอด การอบเนย เพราะมีแคลอรี่สูงเกินความจำเป็น เช่น ข้าวโพดอบเนย ถั่วทอด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4. ขนมไทย ๆ เช่น ถั่วแปบ ขนมตาล ขนมกล้วย ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ ขนมเหล่านี้หลายชนิดมีประโยชน์เพราะมีการนำธัญพืชมาเป็นส่วนประกอบ แต่ไม่ควรเลือกบริโภคขนมไทยประเภทที่มีกะทิ มะพร้าว หรือน้ำตาลเยอะ เพราะอาจทำให้เด็กอ้วนได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ของว่างที่ไม่แนะนำสำหรับเด็กโดยเด็ดขาด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1. น้ำอัดลม&lt;br /&gt;       2. เบเกอรี่ที่มีไขมันสูง และรสหวานจัด เช่น คุกกี้ เค้ก&lt;br /&gt;       3. ขนมกรุบกรอบ ประเภท มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ&lt;br /&gt;       4. ลูกกวาด ลูกอม ช็อคโกแลต&lt;br /&gt;       5. ไอศกรีม&lt;br /&gt;       6. ของว่างประเภททอด หรือปิ้งย่างจนไหม้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การรับประทานขนม - ของว่าง ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดี ๆ ที่เด็กจะได้มีความสุข เพลิดเพลิน ในขณะเดียวกัน หากผู้ปกครองมีความใส่ใจกับขนมของลูก ๆ คัดสรรแต่ของที่มีคุณค่า มีสารอาหารที่จำเป็น ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กไทยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาด้านโภชนาการและโรคอ้วนได้ในอนาคตค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติค่ะ ^^&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4537536943324258019?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4537536943324258019/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4537536943324258019' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4537536943324258019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4537536943324258019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/02/astv-5-2552-1323.html' title=''/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYxT0f610PI/AAAAAAAAACI/M3aEhoHEjYA/s72-c/bb.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-5446964297203228014</id><published>2009-02-01T22:02:00.000-08:00</published><updated>2009-02-01T22:06:31.823-08:00</updated><title type='text'>ลูก“เถียง”พ่อแม่...แก้อย่างไร</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYaNWpNWXZI/AAAAAAAAAB4/5_t7IUZkHCo/s1600-h/552000001219601.JPEG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 136px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYaNWpNWXZI/AAAAAAAAAB4/5_t7IUZkHCo/s200/552000001219601.JPEG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298077431806451090" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งลูกที่เราคอยเลี้ยงดูมาขึ้นเสียงเถียงเราโดยที่ไม่ฟังเสียงใคร?!!&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ปัญหาหนึ่งเมื่อลูกเริ่มที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มโตพอที่จะรู้จักตัดสินใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พ่อแม่หลายคนจึงอาจเจอปัญหาที่คล้ายๆกันในเรื่องของพฤติกรรมของลูก โดยเฉพาะคำพูดของลูกที่อาจดูก้าวร้าว และดูเหมือนว่า ความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกจะหายากกว่าที่ผ่านมา แต่ทว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าในขณะที่ลูกกำลังเสียงดังใส่พ่อแม่นั้น พ่อแม่ได้โต้ตอบกลับมาในน้ำเสียงที่ดังไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในเรื่องนี้ พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์กล่าวว่า "เมื่อลูกเริ่มโตพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง อาจมีบางครั้งที่เขาเริ่มไม่ยอมทำตามที่พ่อแม่บอก และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องเสมอไป ดังนั้นความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกอาจถูกบั่นทอนลงไปได้ ซึ่งไม่มีครอบครัวไหนอยากให้ลูกโตมาเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ยึดตัวเองเป็นหลักโดยที่ไม่ฟังเสียงใคร แต่การที่ลูกเริ่มที่จะเถียงพ่อแม่นั้นได้เป็นสัญญาณที่บอกว่าเขามีความคิด มีเหตุผล ดังนั้นพ่อแม่ควรจะคำนึงไว้ว่า ลูกเริ่มมีความคิดที่เป็นของตัวเองแล้ว ลูกไม่ใช่เด็กๆที่เราจะบอกอะไรแล้วเขาจะทำตามทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเด็กมีเหตุผลร่วมกับอารมณ์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       “สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างแรกคือต้องเข้าใจเขาก่อนว่า สิ่งที่ลูกเป็นนั้นคือพัฒนาการของเขาที่เริ่มมองตัวเองเป็นหลัก เด็กวัยนี้จะคิดว่าเขาถูกต้องเสมอ เราต้องรับฟังเขาก่อน โดยที่ให้เขาชี้แจงว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น พ่อแม่และลูกต้องแชร์กันเช่น หากลูกเถียงว่า ของเล่นชิ้นนี้เป็นของเขา เขาซื้อมาเอง เราต้องถามว่า เอาเงินทีไหนไปซื้อ เราต้องถามถึงสาเหตุและให้เขาพูดอย่างมีเหตุผล หรือถ้าหากเขาไม่ทำการบ้าน แต่บอกว่าทำแล้ว เราต้องบอกลูกว่าอย่าเถียงพ่อแม่ เพราะมันไม่ดี ถ้าทำการบ้านแล้วให้เอามาให้พ่อแม่ดูด้วย เราต้องเชื่อก่อนแล้วหลักฐานค่อยตามมา เราไม่ต้องต่อว่า ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ก็บอกว่าไม่เสร็จ หาทางออกให้เขาใจเย็น ในขณะที่พ่อแม่ก็ต้องอดทนและเข้าใจพฤติกรรมของลูกด้วย ซึ่งหากผู้ใหญ่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจ รับฟัง มีเหตุผล เด็กก็จะเถียงน้อยลง แต่ถ้าเราบังคับ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เด็กก็จะไม่ยอม ถ้าพ่อแม่เสียงดัง เมื่อลูกโตขึ้น มีอิสระ เขาก็จะทำกับพ่อแม่เช่นนั้นเหมือนกัน” พญ.สุธิราแนะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี เมื่อการถกเถียงมักมีอารมณ์เข้ามาด้วยเสมอ ถ้าลูกเสียงดังพ่อแม่ต้องมีสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็นคำพูด น้ำเสียง เพราะพ่อแม่ต้องจัดการอารมณ์ของลูกให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นเขาก็จะไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น แต่หากในทางธรรมแล้ว ปัญหาการถกเถียงของลูกนั้นแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตได้ให้คำแนะนำว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “เวลาที่เราถกเถียงกันคุณแม่ขุ่นมัวหรือเปล่าคะ ถ้าคุณแม่ไม่ขุ่นมัวการถกเถียงนั้นก็เป็นโอกาสให้เด็ก ๆ กับเราได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน แต่ถ้าเผื่อว่าคุณแม่ขุ่นมัวคราวนี้มันเป็นการขัดแย้งแล้ว ลูกจะเอาอย่าง แม่จะเอาอย่าง เวลาที่เราขุ่นมัวเพราะกิเลสเข้าครอบงำ การขัดแย้งจะไม่มีใครได้เรียนรู้เลย ขอให้เรารักษาใจในฐานะที่เป็นแม่ ที่จะสอนให้ลูกรู้โดยการปฏิบัติของเราว่าการแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ขอให้เคารพกันด้วยการทำหน้าที่ที่จะรักษาใจของเราในขณะแสดงความคิดเห็นนั้นอย่าให้มีกิเลสเข้าครอบงำ การฝึกให้มีโอกาสพูดคุยกันนั้นเด็ก ๆ จะกล้าหาญมากขึ้นและถ้าเผื่อจะให้จิตสำนึกที่เขาจะรู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรในเวลาไหนและการใช้โอกาสแห่งการพูดนั้นจะทำให้คนไม่ทุกข์ยากได้อย่างไร คราวนี้ลูกของเราจะเก่งขึ้นจากโอกาสที่คุณแม่ให้ ขอให้คุณแม่รักษาใจของคุณแม่อย่าให้มีกิเลสเข้าครอบงำในขณะที่เรากำลังแสดงความคิดเห็นกับลูกเอาไว้ นั่นเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่าความสงบเย็นของจิตนั้นการถกเถียงจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่การขัดแย้งเพราะมีกิเลสเข้าครอบงำ ขอให้มีความสุขกับการที่ได้แสดงความคิดเห็น”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ควรตระหนักก่อนที่ความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกจะถูกบั่นทอนทุกวันๆเพียงเพราะคำพูดที่ไม่เข้าใจกัน ดังนั้นหากเราหันหน้ามาคุยกันอยู่บนเหตุผลก็คงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน ในขณะที่ลูกๆเองก็ไม่ควรลืมว่า การที่ลูกขึ้นเสียงกับพ่อแม่ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรนั้น หากเป็นการขึ้นเสียงอย่างไร้เหตุผล โดยที่ไม่สนว่าคนตรงหน้าคือ พระในบ้านนั้น นับเป็นการสร้างบาปไปโดยไม่รู้ตัว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-5446964297203228014?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/5446964297203228014/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=5446964297203228014' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/5446964297203228014'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/5446964297203228014'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='ลูก“เถียง”พ่อแม่...แก้อย่างไร'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SYaNWpNWXZI/AAAAAAAAAB4/5_t7IUZkHCo/s72-c/552000001219601.JPEG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-408839375371426460</id><published>2009-01-26T19:13:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T19:15:08.364-08:00</updated><title type='text'>เทคนิคดูแลสมองช่วยให้ลูกเรียนดี</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SX58MK-MgEI/AAAAAAAAABU/GuK_fI1Pye0/s1600-h/art32.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 290px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SX58MK-MgEI/AAAAAAAAABU/GuK_fI1Pye0/s320/art32.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295806760379777090" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เทคนิคดูแลสมองช่วยให้ลูกเรียนดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กแรกเกิดมีเซลล์สมองอยู่ร้อยล้านล้านเซลล์ แต่เซลล์เหล่านี้ยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์หลังจากที่เด็กคลอดเซลล์สมองจะเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างทางเดินเส้นประสาทและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์จนกลายเป็นเครือข่ายระบบประสาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมองเจริญเติบโตได้เองโดยอัตโนมัติ สมองของเด็กจะตัดสินว่า ต้องการเก็บข้อมูลอะไรและจะมีวิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องสอนวิธีเรียกร้องความสนใจให้กับลูก เนื่องจากลูกสามารถเรียนรู้ได้เองอย่างรวดเร็วจากประสบการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การสร้างทางเดินเส้นประสาทและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ของสมองเด็กจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่สมองต้องการจัดการข้อมูลที่รวบรวมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งมีผลทำให้ทางเดินเส้นประสาทที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไปหรือเจริญเติบโตใหม่เพื่อจัดเก็บข้อมูลความจำใหม่ในรูปแบบที่สมองเป็นผู้สั่งการเอง ดังนั้น ลูกจึงมีลักษณะวิธีการเรียนรู้ ความนึกคิด และการแสดงออกแตกต่างไปจากคุณ ญาติพี่น้องและเด็กคนอื่นในโรงเรียน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนในการช่วยพัฒนาสมองของลูกด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยที่ช่วยทำให้สมองเจริญเติบโตและพัฒนา ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฟังเพลง ออกท่าทาง เต้นรำ ร้องเพลง&lt;br /&gt;การพูดและสนทนาโต้ตอบ ชมเชยและให้กำลังใจ หัดถามและตอบ ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์&lt;br /&gt;การสัมผัสและนวด เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า&lt;br /&gt;จำกัดการดูโทรทัศน์และการเล่นวีดีโอเกม&lt;br /&gt;สนับสนุนเด็ก ๆ ให้ทำงานอดิเรก&lt;br /&gt;เข้านอนเป็นเวลา&lt;br /&gt;กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในงานบ้าน&lt;br /&gt;มีโภชนาการที่ดี และที่สำคัญ ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมาก&lt;br /&gt;ได้เล่น ได้หัวเราะ ได้สนุก&lt;br /&gt;อ่านหนังสือหรือเล่านิทาน เพื่อกระตุ้นจินตนาการ&lt;br /&gt;มีทางเลือกที่หลากหลาย&lt;br /&gt;ร่วมกับเด็ก ๆ เล่นบทบาทสมมติ เช่น ให้ลูกเป็นหมอ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไข้ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหล่านี้คือเทคนิคง่าย ในการพัฒนาสมอง หากท่านต้องการรายละเอียดพร้อมกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จในการเรียน และเทคนิคสร้างความจำเพื่อให้ลูกเรียนดีได้หาอ่านได้ในหนังสือ "มหัศจรรย์สมองของลูกรัก " &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจากหนังสือมหัศจรรย์สมองของลูกรัก&lt;br /&gt;เขียนโดย Christine Ward แปลโดย ปาริฉัตร เศวตเศรณี สำนักพิมพ์แฮปปี้แฟมิลี่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-408839375371426460?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/408839375371426460/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=408839375371426460' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/408839375371426460'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/408839375371426460'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/blog-post_8393.html' title='เทคนิคดูแลสมองช่วยให้ลูกเรียนดี'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_xwgEGKMut5Y/SX58MK-MgEI/AAAAAAAAABU/GuK_fI1Pye0/s72-c/art32.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-7307034007306924463</id><published>2009-01-26T18:20:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T18:23:06.545-08:00</updated><title type='text'>ทำไมต้อง "เล่านิทาน-อ่านหนังสือ" ให้ลูกฟัง?</title><content type='html'>วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 15:09:10 น.  มติชนออนไลน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมต้อง "เล่านิทาน-อ่านหนังสือ" ให้ลูกฟัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องที่พูดกันมานานโข เกี่ยวกับการเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ส่วนใหญ่ก็พูดกันแต่ว่าจะทำให้เด็กฉลาด เปิดโลกกว้าง และต่างๆ นานา แต่ก็ยังไม่มีใครพูดให้ชัดเจนในเชิงหลักวิชาการว่า ฉไนเลย การเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟังนั้น ทำให้เด็กฉลาดได้อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นพ.อุดม เพชรสังหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมศักยภาพสมองของเด็กและเยาวชน และรองประธานฝ่ายพัฒนาวิชาการ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด จะมาไขปริศนานี้ให้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมออุดม อ้างผลงานการค้นคว้าของ อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์ชาวอเมริกัน เจ้าของโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2543 จากผลงานการค้นคว้าวิจัยเรื่องการเรียนรู้และความจำมนุษย์ ได้สรุปผลงานตัวเองออกมาด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "การเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้ ′เรา′ เป็นดังเช่นทุกวันนี้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความหมายคือ ความรู้ ความจำ ที่เราได้เรียน ได้รู้ จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวนั่นแหละคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนมีน้ำใจไมตรี หรือแม้แต่เป็นคนขี้โกง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ อีริค ได้อธิบายการเรียนรู้ของเราด้วยการทำงานของเซลล์สมอง ว่า ขณะที่คนเราอยู่ในท้องแม่ เซลล์สมองจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจนกระทั่งก่อรูปเป็นก้อนสมอง อย่างที่เราเคยเห็นในหนังสือ หรืองานนิทรรศการต่างๆ แต่เซลล์สมองจะยังไม่ทำงานทันที จนกว่ามันจะงอกเส้นใยออกมาต่อเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเป็นวงจร เหมือนกับวงจรในเครื่องรับวิทยุ หรือคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ตามบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงแรก พันธุกรรมที่เราได้รับจากพ่อแม่จะเป็นตัวควบคุมให้เซลล์สมองเหล่านี้แตกเส้นใยออกมาต่อเชื่อมกันเป็นวงจรเป็นเครือข่าย เพื่อทำหน้าที่บางอย่างในการมีชีวิตอยู่ของเรา เช่น ทำหน้าที่ควบคุมการหายใจ ควบคุมกาเต้นของหัวใจ ควบคุมการนอนหลับและตื่น ควบคุมให้ร้องเมื่อหิว หยุดร้องเมื่อกินอื่ม พันธุกรรมจะทำหน้าที่สั่งให้เซลล์สมองพัฒนาตัวเองให้ทำงานในหน้าที่เบื้องต้นเหล่านี้ ซึ่งถ้าไม่ทำหน้าที่นี้แต่แรกเราก็จะไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นอกเหนือไปจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัมนาภษา การสื่อสาร การพัมนานิสัยใจคอ การพัมนาความคิด เหตุผล อารมณ์ ความชอบ ความเกลียด ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในภายหลังโดยผ่านการเรียนรู้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยในการเล่านิทาน พ่อแม่จะต้องใช้น้ำเสียงในการเปล่งคำพูด ต้องมีการแสดงท่าทางประกอบ เพื่อให้เด็กเข้าใจถึงความหมายที่สื่อออกมา เซลล์สมองของเด็กก็จะบันทึกท่าทางที่แสดงออกถึงเจตนานั้น เช่น บ๊ายบาย นอนหลับ กินข้าว เป็นต้น ร่วมกับน้ำเสียงที่เปล่งออกมา เก็บเอาไว้ในส่วนของความจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่าทางและคำพูดได้ถูกนำมาแสดงให้เห็นบ่อยๆ เด็กก็จะจดจำท่าทาง เสียงที่พูด รวมถึงความหมายของคำนั้นเป็นอย่างดี คราวต่อไปพ่อแม่เพียงแค่แสดงท่าทาง หรือเปล่งเสียง โดยไม่ต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน สมองส่วนความจำของเด็กก็จะระลึกได้ว่ามันคืออะไร และก็จะเข้าใจความหมายของคำนั้น หรือท่าทางนั้นๆ เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องการอ่านหนังสือนั้น มีรายละเอียดไม่ต่างจากการเล่านิทานมากนัก เพียงแต่เรามีหนังสือภาพหรือนิทานมาประกอบด้วย อย่างเมื่อเวลาที่ พ่อแม่ชี้ไปที่ภาพ "ไก่" พร้อมกับพูดคำว่า "ไก่" ไปด้วยนั้น และชี้ไปที่คำว่า "ไก่" โดยอ่านให้เด็กฟังอย่างนี้บ่อยๆ สมองของเด็กก็จะบันทึกทั้งภาพ คำพูด และตัวอักษรไปพร้อมกัน ต่อไปเมื่อเด็กเห็นตัวไก่ ก็จะเรียกชื่อถูก เมื่อเจอตัวหนังสือก็จะอ่านออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้ลูกฟัง จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาษาที่ดีมากๆ สำหรับเด็ก และภาษานี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนเราเรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกันเรื่อยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ทำให้เราฉลาดกว่าสัตว์ทั้งปวงในโลกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า เด็กที่มีความสามารถทางภาษาสูงจะมีความจำดีกว่าเด็กที่มีความสามารถทางภาษาต่ำ เนื่องจากเด็กจะสามารถเรียบเรียงข้อมูลความรู้ให้เป็นภาษาได้ดีกว่า เพราะเก็บเป็นความจำและเป็นระบบมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่เราเล่าหรืออ่านให้เด็กฟังนั้น บางเรื่องราวสะท้อนให้เห็นที่มาของเหตุแลผลที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ เด็กจะซึมซับและเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ไปเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต ของเขาเอง โดยเซลล์กระจกเงาที่อยู่ในมองจะทำหน้าที่อันนี้ ถ้าเราเลือกหนังสือดีๆ มาอ่านให้ลูกฟัง แน่นอนนิสัยดีๆ ย่อมเกิดแก่ลูกของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสำคัญ การที่เราเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟังมันเป็นการแสดงออกว่าเรารักเขา เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักก็จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาศักยภาพและตัวตนของเด็กในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะเข้าใจถึงความจำเป็น และความสำคัญของการเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟังแล้ว หากต้องการอ่านฉบับเต็ม สามารถติดตามได้จาก นิตยสาร "รักลูก" ฉบับเดือนมกราคม ซึ่ง "คุณหมออุดม" จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสมองลูก ให้ได้ติดตามเป็นประจำในคอลัมน์ "Brain Forum"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-7307034007306924463?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/7307034007306924463/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=7307034007306924463' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/7307034007306924463'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/7307034007306924463'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/blog-post_6079.html' title='ทำไมต้อง &quot;เล่านิทาน-อ่านหนังสือ&quot; ให้ลูกฟัง?'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4136269476526213513</id><published>2009-01-26T04:18:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T04:20:42.208-08:00</updated><title type='text'>KingMath เทคนิคคณิตศาสตร์แนว Why จากแดนโสม</title><content type='html'>KingMath เทคนิคคณิตศาสตร์แนว Why จากแดนโสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2552 22:21 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ในสวนสัตว์มียีราฟและนกยูงรวมกัน 25 ตัว นับขาได้ 68 ขา จงแสดงว่ามียีราฟกี่ตัว?&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       หากถามโจทย์คณิตศาสตร์นี้กับผู้ใหญ่ หลายคนคงเริ่มหยิบกระดาษดินสอ และแทนค่าสมการด้วยตัวแปร x และ y กันอย่างสนุกมือ แต่หากต้องการนำโจทย์นี้ไปถามกับเด็กประถม ผู้ใหญ่หลายคนอาจส่ายหน้าด้วยความคิดที่ว่า ยังเร็วเกินไปสำหรับการสอนเด็กในช่วงชั้นดังกล่าวให้รู้จักกับสมการ หรือตัวแปร x y z เพื่อไขคำตอบจากโจทย์ดังกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้ไม่รู้จักการแทนค่าตัวแปร x y z เด็กในประเทศที่มีอันดับคะแนนคณิตศาสตร์สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างเกาหลีใต้ก็สามารถแก้โจทย์ดังกล่าวได้ตั้งแต่ชั้นประถม 3 !!!!&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ข้อความข้างต้นไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ หรือเกิดจากการเรียนที่หนักกว่าปกติของเด็กเกาหลี แต่เกิดจากรูปแบบการเรียนการสอนที่ให้เด็กคิดผ่านการตั้งคำถามของคุณครู ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ผลที่ได้จากการสอนในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะทำให้พบวิธีพัฒนาเด็กในด้านคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นการปลุกศักยภาพในตัวของเด็กที่มีไม่จำกัดออกมาได้เป็นอย่างดี และยังทำให้ค้นพบว่าวิธีในการตอบโจทย์ดังกล่าวยังมีอีกมากมายนับสิบวิธี มีแม้กระทั่งใช้การวาดภาพเพื่อหาคำตอบ ซึ่งเป็นวิธีคิดง่าย ๆ สไตล์เด็ก ป.3 นั่นเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อห้องเรียนเปิดโอกาสให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ จึงไม่แปลกที่ความชอบและความถนัดด้านคณิตศาสตร์ของเด็กเกาหลีใต้จะถูกดึงออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง และทำให้อันดับในการวัดผลทางด้านคณิตศาสตร์จากโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) และโครงการศึกษานานาชาติ Trends in International Mathematics and Science Study หรือ TIMSSของเยาวชนเกาหลีใต้นั้นติดอันดับ 1 ของโลกมายาวนานนับ 10 ปี (สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 33 จากทั้งหมด 40 อันดับ)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       MGR Lite และ Life &amp; Family มีโอกาสพบกับ มร.ปาร์ค มยุง จุน (Park Myung Jun) อดีตคุณครูคณิตศาสตร์ผู้คิดค้นและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แนวใหม่ โดย มร.ปาร์คเล่าถึงประสบการณ์ในการสอนอันยาวนานซึ่งเป็นที่มาของหลักสูตร KingMath ที่เขาคิดค้นขึ้นว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "เทคนิคการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ก็เหมือนกับการจับปลา ปลาแต่ละชนิดมีวิธีจับมากกว่าหนึ่งวิธี โจทย์คณิตศาสตร์เองก็เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าการกระตุ้นให้เด็กคิด และมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการเรียนคณิตศาสตร์ เพราะเรามีโอกาสค้นพบเทคนิคใหม่ ๆ การคิดใหม่ ๆ ได้มากมาย เพียงแค่ครูให้คำชี้แนะกับเด็กว่าโจทย์รูปแบบนี้ควรจะต้องทำอย่างไร แล้วเด็กจะมีความคิดที่หลากหลายพรั่งหรูออกมา ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเด็กทำได้ดี คุณครูควรมีรางวัลให้เด็กด้วย เพื่อช่วยจูงใจให้เด็กชอบคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       จากโจทย์ -- ในสวนสัตว์มียีราฟและนกยูงรวมกัน 25 ตัว นับขาได้ 68 ขา จงแสดงว่ามียีราฟกี่ตัว? -- วิธีคิดของเด็กประถม 3 จึงอาจเป็นการวาดภาพนก 25 ตัว ซึ่งเด็กจะพบว่า ขาได้ถูกใช้ไปเพียง 50 ขาเท่านั้น (25 x 2) เหลือขาที่ยังไม่ได้ใช้อีกตั้ง 18 ขา (68 - 50) เด็กก็จะเอาขาที่เหลือนั้นไปใส่ให้กับนกทีละ 2 ขา เพื่อเปลี่ยนให้นกกลายเป็นยีราฟ เมื่อทำไปเรื่อย ๆ เด็กก็พบว่ามีสัตว์อยู่ 9 ตัวที่มีขา 4 ข้าง ส่วนอีก 16 ตัวนั้นมีขา 2 ข้าง นั่นคือที่มาของคำตอบว่า มีนกยูง 16 ตัว และมียีราฟ 9 ตัว ในสวนสัตว์แห่งนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       After School แปลกที่แตกต่าง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       จากคำบอกเล่าของ มร.ปาร์ค ยังทำให้ทราบอีกด้วยว่า ค่านิยมด้านการเรียนวิชาต่าง ๆ ของครอบครัวชาวเกาหลีใต้มีสิ่งที่แตกต่างจากประเทศไทยหลายประการ หนึ่งในนั้นก็คือ การมีโรงเรียนในรูปแบบ After School สำหรับเด็ก ๆ ซึ่งอาจแตกต่างไปจากโรงเรียนกวดวิชาสไตล์ไทย ๆ โดยโรงเรียนแนว After School นั้นเริ่มรับเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล มีหลายวิชาให้เลือกเรียน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาเกาหลี ภาษาอังกฤษ ฯลฯ แต่การสอนจะใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และสอนเพื่อสร้างความเข้าใจในวิชานั้น ๆ แต่จะไม่เน้นเรื่องเทคนิคการทำคะแนนให้ได้มาก ๆ เพื่อการสอบเข้า เช่น การตัดตัวเลือกที่ไม่น่าจะเป็นคำตอบของโจทย์ แบบที่โรงเรียนกวดวิชาบางแห่งนิยมฝึกเด็ก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ ต้นกำเนิดของโรงเรียนในรูปแบบ After School มาจากปัญหาในระบบการเรียนการสอน ที่ทุกประเทศต่างพบเจอนั่นก็คือ การที่ให้เด็กเก่งและเด็กไม่เก่งเรียนคละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       "เด็กอ่อนต้องเรียนร่วมกับเด็กเก่ง ดังนั้น หากคุณครูสอนไว เด็กที่เข้าใจช้าก็จะตามไม่ทัน แต่ถ้าสอนช้า เด็กที่หัวไวก็จะเบื่อ เพราะเรียนไม่สนุก นอกจากนั้น ในการเรียนคณิตศาสตร์ (รวมถึงการเรียนในทุกวิชา) ยังขาดระบบประเมินผลเด็กว่ามีจุดอ่อนในด้านใด ครูและผู้ปกครองอาจทราบแค่เพียงว่าเด็กคนนี้อ่อนคณิตศาสตร์ แต่อ่อนตรงไหน อย่างไร ไม่มีใครทราบ ดังนั้นจึงไม่สามาถแก้ไขปัญหาให้เด็กได้อย่างถูกจุด"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โรงเรียนแนว After School จึงเข้ามารับปัญหานี้ไปแก้ไข โดยการจัดการสอนสำหรับเด็กตามกลุ่มความสามารถ เด็กเก่งได้เรียนเทคนิคแนวคิดใหม่ ๆ เด็กเรียนช้าได้มีเวลาปูพื้นฐานให้แน่น และมีการจัดทำระบบประเมินผลเด็ก หาจุดอ่อนของเด็กเพื่อทำการแก้ไข&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "เพราะเด็ก ๆ มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน จึงควรมีการประเมินความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และจัดบทเรียนให้เหมาะสมกับระดับความรู้ เมื่อเริ่มต้นเรียนคณิตศาสตร์อาจเริ่มต้นจากการเรียนทฤษฎี การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ฝึกความแม่นยำ และนำมาประเมินความสามารถเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของเด็ก" มร.ปาร์คกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       คณิตศาสตร์แนว Why?&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาหลักที่พบยังคงเป็นเรื่องของจำนวนเด็ก ๆ ที่ไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มีเพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะศาสตร์บางแขนงที่มีวิชาคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐาน เช่น วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การขาดบุคลากรจึงทำให้การต่อยอดความรู้ในสาขาต่าง ๆ ต้องน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เมินคณิตศาสตร์นอกจากจะเกิดขึ้นจากการเรียนคละกันตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจาก "ความไม่เข้าใจ" ถึงความจำเป็นในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "สิ่งที่ผิดพลาดของการเรียนคณิตศาสตร์ในอดีตอาจเป็นเรื่องของการใช้คำถาม What? ไปถามเด็ก ปฏิบัติกับเด็กเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออุปกรณ์อย่างหนึ่งในการหาคำตอบออกมา แต่แนวทางในการสอนคณิตศาสตร์ของเราที่คิดค้นขึ้นและใช้สอนกับเด็ก ๆ ในเกาหลีใต้ก็คือ เราจะไม่ถามคำถาม What? กับเด็ก เพราะคำถาม What? เราสามารถหาคำตอบได้จากเครื่องคิดเลข คอมพิวเตอร์ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ตอบคำถาม What?"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "สิ่งที่เราจะถามกับเด็กคือ Why? เห็นได้จากโจทย์คณิตศาสตร์ของเราคือ Why? เด็กมีโอกาสได้คิดถึงกระบวนการในการหาคำตอบ ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้คิด วิเคราะห์ หาเหตุผลมาตอบคำถาม ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ซึ่งก่อนจะจากกัน มร.ปาร์คได้กล่าวถึงความสำเร็จของเกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมโลกเอาไว้ประการหนึ่ง มีใจความว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "เกาหลีใต้มีบริษัทอย่างแอลจี ซัมซุง เพราะเรามีทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งรากฐานของการก่อตั้งบริษัทที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนแล้วต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องคณิตศาสตร์ หากเยาวชนในประเทศมีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ดี มีความเข้าใจ ก็จะทำให้เกิดวิศวกรที่ดีตามมา และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ได้"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4136269476526213513?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4136269476526213513/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4136269476526213513' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4136269476526213513'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4136269476526213513'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/kingmath-why.html' title='KingMath เทคนิคคณิตศาสตร์แนว Why จากแดนโสม'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-393017064673863739</id><published>2009-01-26T04:17:00.001-08:00</published><updated>2009-01-26T04:18:00.670-08:00</updated><title type='text'>พฤติกรรมเกเร" แท้จริงแล้วคือปัญหา</title><content type='html'>"พฤติกรรมเกเร" แท้จริงแล้วคือปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2552 14:17 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       หากเอ่ยชื่อการ์ตูน "โดเรมอน" จากแดนปลาดิบ นอกจากโนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะแล้ว คงมีหลายคนที่นึกถึงไจแอนท์ เด็กอ้วนจอมเกเรในเรื่องได้ติดตา กับพฤติกรรมขี้โมโห ชอบแกล้งคนอื่น โดยเฉพาะเพื่อนที่อ่อนแออย่างโนบิตะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในชีวิตจริง เด็กที่เป็นอย่างไจแอนท์ก็คงมีไม่น้อย ที่ใช้ "การกลั่นแกล้ง" คนอื่นมาเป็นเครื่องสร้างความสบายใจ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ตัวเอง แต่คงไม่ดีแน่ หากจะปล่อยให้เด็ก ๆ ติดนิสัยเหล่านั้นไปจนโต ซึ่งมีโอกาสมากที่เด็กคนนั้นจะแอบไปเพิ่มขีดความสามารถในการกลั่นแกล้งไปสู่การข่มขู่ ข่มเหงน้ำใจ หรือล่วงละเมิดคนอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระบบการทำงาน เพราะนั่นหมายถึงการเติบโตขึ้นในแบบที่เป็นปัญหาต่อสังคมโดยรวม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ปัญหาเด็กเกเรเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เด็กบางคนอาจเกเรเพราะอิจฉาเพื่อน ซึ่งแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการให้เด็กหลีกเลี่ยง ไม่เข้าใกล้เพื่อนคนนั้น ในขณะที่เด็กบางคนก็รู้สึกสนุกกับการได้ทำร้ายคนอื่น เพราะทำให้เด็กรู้สึกว่ามีอำนาจมากขึ้น แต่เด็กบางคนก็กลายเป็นเด็กเกเรเพียงเพราะคบกับเพื่อนที่เป็นแก๊งอันธพาล ทำให้ต้องคอยรังแกคนอื่นอยู่ร่ำไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน มักลงเอยด้วยการมีปัญหามากมายในชีวิต เช่น มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนอื่น มีเพื่อนน้อย เปลี่ยนงานบ่อย เพราะเขาเคยชินกับการปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความก้าวร้าวและดุร้าย จึงอาจเป็นเรื่องที่ดี หากรีบแก้ปัญหานี้เสียตั้งแต่เด็ก ซึ่งการจะสอนให้เด็กหยุดการรังแกคนอื่นนั้นอาจเริ่มต้นจาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1. พูดคุยถึงต้นตอของปัญหา สอบถามถึงที่มาของพฤติกรรมเกเรของเขา หรือใช้การสังเกตในสิ่งต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - เด็กตั้งใจที่จะทำให้คนอื่น ๆ ไม่สบายใจหรือเสียใจหรือเปล่า&lt;br /&gt;       - เด็กรู้ตัวหรือเปล่าในขณะที่กำลังรังแกคนอื่น&lt;br /&gt;       - เด็กมีปัญหาที่บ้านหรือโรงเรียนไหม มีใครกำลังรังแกเด็กอยู่หรือเปล่า&lt;br /&gt;       - เวลาอยู่ที่โรงเรียน เด็กรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง หรือทำให้เหงาไหม&lt;br /&gt;       - เด็กรังแกใครบางคนแบบเฉพาะเจาะจงไหม&lt;br /&gt;       - เด็กคบเพื่อนที่เป็นอันธพาล ชอบรังแกคนอื่นหรือเปล่า&lt;br /&gt;       - เด็กรู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกกับการได้ทำร้ายคนอื่นหรือไม่&lt;br /&gt;       - เด็กเคยเป็นคนที่ถูกรังแกมาก่อนหรือเปล่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เพราะบ่อยครั้งที่กลุ่มเพื่อนที่คบ สิ่งแวดล้อมที่บ้าน ประสบการณ์ที่ได้รับมาในอดีตคือตัวการที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเกเรติดตัวไปจนโต ดังนั้น อาจเป็นการดีที่ให้เด็กเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง (ซึ่งเด็กจะเล่าปัญหาให้กับคนที่เด็กไว้ใจ และเข้าใจ รวมถึงให้กำลังใจเขานะคะ)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2. เมื่อเด็กเปิดใจ อธิบายถึงปัญหา และรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ลองให้เด็กหาโอกาสไป "ขอโทษ" คนที่เคยทำร้าย และเตือนว่าอย่าหงุดหงิด หากเด็กที่เคยถูกทำร้ายมีท่าทีระแวงสงสัย เพราะเขาอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3. สอนให้เด็กทำดีกับเพื่อนเป็นการชดเชย หรืออย่างน้อยก็แสดงความเป็นมิตรกับเพื่อน และให้กำลังใจเด็กในการทำดีอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4. สอนให้เด็กรู้จักควบคุมความโกรธ ไม่ให้ระเบิดออกมา หรือถ้าระเบิดออกมาก็อย่าไปทำร้ายคนอื่น เช่น นับ 1 - 10&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       5. หากิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมให้เด็กทำ เด็กเกเรส่วนหนึ่งเกเรเพราะความเหงา ขาดความมั่นใจ การที่มีโอกาสทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น จะทำให้เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ ๆ มากขึ้น และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       6. มองหาจุดเด่นในตัวเด็ก และสนับสนุนให้เขาพัฒนาจุดเด่นนั้น ๆ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องพยายามให้กำลังใจเด็กเกเรบ่อย ๆ เพราะเด็กอาจเผลอไปรังแกเพื่อนอีกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือด้วยความลืมตัว การให้กำลังใจอาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สสส.ค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-393017064673863739?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/393017064673863739/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=393017064673863739' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/393017064673863739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/393017064673863739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/blog-post_26.html' title='พฤติกรรมเกเร&quot; แท้จริงแล้วคือปัญหา'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-2263674266331403688</id><published>2009-01-23T05:37:00.000-08:00</published><updated>2009-01-23T05:38:06.058-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ครอบครัว'/><title type='text'>8 เทคนิคคิดบวก"ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Tahoma; font-size: 23px; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="top"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="headline" style="font-weight: bold; font-size: medium; color: rgb(0, 0, 153); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;8 เทคนิคคิดบวก"ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว"&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="1" bgcolor="#CCCCCC"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body" style="font-size: x-small; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;&lt;span style="color:#003366;"&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="date" style="font-size: 11px; color: rgb(204, 102, 0); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;23 มกราคม 2552 09:41 น.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body" style="font-size: x-small; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body" style="font-size: x-small; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="333" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="333"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000000840201.JPEG" width="333" height="250" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;คงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันมากขึ้น ว่า ปัญหาหย่าร้างของคู่สามีภรรยากำลังทำให้สถาบันครอบครัวในปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย และพึ่งผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาหมาด ๆ ต้องแยกจากครอบครัวที่เคยอยู่ร่วมกันพ่อแม่ลูก มาสร้างอนาคตใหม่บนลำแข้งตัวเองเพียงลำพังอาจสูญเสียทั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมถึงอาจมองไม่เห็นหนทางในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและลูก ๆ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่ในความทุกข์ที่เกิดจากความล้มเหลวในชีวิตคู่ หากมองในแง่ดีแล้ว ก็เชื่อว่าคงมีข้อดีอีกหลายข้อซ่อนอยู่ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ลองดูกันค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1. คุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมีโอกาสได้สอนลูกด้วยตัวคุณเอง และไม่ต้องมีปัญหาในการอบรมสั่งสอนลูก หรือต้องขัดแย้งกับคนอื่น ๆ (อดีตสามีหรืออดีตภรรยา) ที่มีแนวคิดไม่ตรงกันอีกต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ คุณจะกลายเป็นคนที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุดด้วย และจะได้มีโอกาสเข้าร่วมกับกิจกรรมของลูก - สังคมของลูกมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2. ลูก ๆ ที่เติบโตมากับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมีโอกาสที่จะกลายเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงกว่าเด็กคนอื่น ๆ เพราะต้องช่วยคุณแม่หรือคุณพ่อดูแลงานต่าง ๆ ในบ้านมาตั้งแต่เล็ก และเขายังมีความคิดเป็นของตัวเอง รวมถึงสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3. ปัจจุบันมีข้อมูล หรือองค์กรต่าง ๆ คอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาอยู่มากมาย ดังนั้น การเก็บตัว หรือจมอยู่กับความผิดหวังเพียงลำพังจึงไม่ใช่หนทางสำหรับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวอีกต่อไป เพราะคุณมีเวลาเต็มที่ที่จะออกไปหาสิ่งดี ๆ มาเติมเต็มชีวิตตนเองและลูกให้ดีขึ้นได้มากมาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4. การเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว คุณจะมีเวลาดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง มีเวลาออกกำลังกาย หาอาหารที่มีประโยชน์รับประทานได้ง่ายมากขึ้น เพราะไม่ต้องคิดถึงคนอื่น มีเพียงตัวคุณและลูกเท่านั้น ซึ่งเรื่องของการดูแลสุขภาพให้ดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมาก ดังนั้นจึงควรมีการพบแพทย์ - ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       5. คุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจะสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ด้วยตนเอง เท่ากับว่าตอนนี้คุณได้ไม้อาญาสิทธิ์มาไว้ในครอบครองแต่เพียงผู้เดียวแล้ว เด็กไม่ต้องสับสนอีกต่อไปว่าเขาควรจะฟังใครดี ระหว่างที่พ่อกับแม่เถียงกันเรื่องวิธีเลี้ยงลูก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       6. หากยังรู้สึกผิดที่ทำให้ครอบครัวแตกสลาย คุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถหันไปมองรอบ ๆ ตัวได้ง่ายมากขึ้น ว่าไม่ใช่มีเฉพาะครอบครัวของคุณที่แปลกแยก แต่ก็มีอีกหลาย ๆ ครอบครัวที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกัน และอาจช่วยให้มีกำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรคได้มากกว่าเดิม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       7. การเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ทำให้คุณพ่อหรือคุณแม่สามารถหาเวลาทำกิจกรรมกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นของเล่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง หรือพาลูกเข้านอนได้ ไม่มีปัญหาอื่น ๆ มากวนใจ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       8. เมื่อเหลืออยู่ตัวคนเดียว การมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้คุณพ่อหรือคุณแม่ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม และควรลดความวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือปัญหาที่ผ่านไปแล้ว การคิดเช่นนั้นอาจทำให้คุณเกิดความรู้สึกในแง่ลบมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อครอบครัวใหม่ที่คุณกำลังจะก้าวไปด้วยกันค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       หรือหากท่านผู้อ่านมีคำแนะนำอื่น ๆ เสริมนอกเหนือจากนี้ ทางทีมงานขอน้อมรับด้วยความขอบคุณค่ะ&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-2263674266331403688?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/2263674266331403688/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=2263674266331403688' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/2263674266331403688'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/2263674266331403688'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/8.html' title='8 เทคนิคคิดบวก&quot;ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-6264119373195106605</id><published>2009-01-23T05:35:00.000-08:00</published><updated>2009-01-23T05:36:16.344-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ครอบครัว'/><title type='text'>สอนลูกทำการบ้าน</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; font-size: 12px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body" style="font-size: x-small; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;       "การบ้าน" ของลูกนับเป็นปัญหาใหญ่ของพ่อแม่ เพราะมีพ่อแม่หลายๆ คู่สอนการบ้านลูกไม่เป็นหรือไม่มีเวลาที่จะสอนการบ้านให้ลูก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ไม่ดีแน่...หากจะปล่อยลูกให้ทำการบ้านเองโดยไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่ดูแล ซึ่งจะทำให้เด็กไม่เข้าใจบทเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง ทำให้มีผลการเรียนอ่อนสะสมมาเป็นเวลานาน และผลร้ายที่สุดคือ สอบตก ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีกับตนเองและอับอายเพื่อน ทำให้ไม่ชอบเรียน ไม่อยากเรียน และรู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถ เรียนไม่ได้ และหันไปใส่ใจเรื่องอื่นที่อาจทำให้มีปัญหาได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       จริงๆ แล้วการสอนหรือการฝึกให้ลูกทำการบ้านไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร สำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีเวลา อาจฝากให้ลูกเรียนพิเศษตอนเย็นเพื่อให้คุณครูเป็นผู้สอนลูกทำการบ้านแทนก็ได้ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีเวลาสอนการบ้านลูก เรามาช่วยกันดูแลให้เด็กทำการบ้านและทบทวนบทเรียนกันตามชั้นตอนดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body" style="font-size: x-small; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; color: rgb(102, 102, 102); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000000383901.JPEG" width="300" height="415" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image" style="font-size: x-small; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 102, 102); font-weight: bold; text-decoration: none; "&gt;ภาพจาก www.studylover.com&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;เมื่อกลับมาถึงบ้าน อย่าเพิ่งให้เด็กเล่น ต้องให้ลูกทำการบ้านที่โต๊ะเรียนของลูกและดูแลลูกให้ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยทุกวัน ต่อจากนั้นพ่อแม่ก็ตรวจสมุดการบ้านลูกให้เรียบร้อย ขณะที่ลูกทำการบ้าน หากเป็นเด็กเล็ก พ่อแม่ต้องช่วยเหลือ อธิบาย สอน แนะนำและดูแลให้ลูกทำ เมื่อลูกมีปัญหาก็ให้คำแนะนำได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1.เมื่อลูกทำเสร็จแต่ละวิชา พ่อแม่ก็ต้องตรวจดูความถูกต้องเรียบร้อย ชมเชยและให้กำลังใจ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2.ทบทวนบทเรียนวิชาต่างๆ ที่ลูกเรียนมาทุกวัน ให้แน่ใจว่าลูกเข้าใจ รู้เรื่องสิ่งที่เรียนมาเพราะหากลูกไม่เข้าใจแล้วปล่อยไว้จะเป็นการสะสมความไม่เข้าใจ และจะเป็นปัญหา ให้ลูกเบื่อ ไม่อยากเรียน หรือเรียนอ่อน พ่อแม่ควรแก้ปัญหาความไม่เข้าใจบทเรียนของลูกให้ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3.ดูแลให้ลูกจัดกระเป๋านักเรียน ตารางสอน เครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียนให้เรียบร้อยทุกวัน หากคุณแม่ได้ดูแลลูกทุกวันติดต่อกันเป็นปีๆ ลูกก็จะมีนิสัยรับผิดชอบ ดูแลตนเอง ควบคุมตนเองได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4.พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเชื่อและยอมรับว่า การทำการบ้านด้วยตัวของเด็กเองต้องมีการฝึกด้วยการดูแลช่วยเหลือ ชี้แนะ และควบคุมในระยะแรกๆ ซึ่งหากทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นเวลานาน ในที่สุดลูกก็จะรับผิดชอบทำได้เอง เมื่อถึงเวลาก็จะทำการบ้านเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;การดูแลลูกอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอนสักระยะหนึ่ง ลูกก็จะเรียนรู้ว่า นี่คือสิ่งที่ลูกต้องทำ ลูกก็จะค่อยๆ ทำ ในที่สุดลูกก็จะทำทุกวัน&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       ไม่ยากเลยใช่มั้ยสำหรับการสอนและฝึกให้ลูกทำการบ้าน เพราะการฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองในการทำการบ้านเป็นการสร้างนิสัยที่ดีๆ อย่างหนึ่งให้กับลูก หาก เด็กขาดการฝึกฝน ดูแลอย่างใกล้ชิด จะทำให้เกิดปัญหาและเสียเวลามากในการแก้ไขยิ่งถ้าปล่อยไว้จนเด็กโต ก็จะยิ่งแก้ยากหรืออาจแก้ไม่ได้ เป็นปัญหาใหญ่และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ฉะนั้น...ฝึกเสียตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ นี่แหละ แล้วลูกจะเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบในเรื่องทีได้รับมอบหมาย จะทำให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ อบอุ่น ปลอดภัย สร้างนิสัยที่ดีๆ มีระเบียบวินัย ในการทำการบ้าน เป็นการป้องกันปัญหาการเรียน และสร้างนิสัยในการทำงานให้เสร็จ มีความรับผิดชอบ ก็จะนำพาลูกไปสู่ความสุข ความสำเร็จในอนาคต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;em&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจาก&lt;br /&gt;       สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่&lt;br /&gt;       กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข&lt;/em&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-6264119373195106605?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/6264119373195106605/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=6264119373195106605' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/6264119373195106605'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/6264119373195106605'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='สอนลูกทำการบ้าน'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7658541549258358523.post-4546664911211606885</id><published>2008-07-18T16:04:00.000-07:00</published><updated>2008-07-18T16:05:20.643-07:00</updated><title type='text'>เริ่มต้น</title><content type='html'>แนะนำตัวก่อน หนูชื่อ ผิงอันคะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7658541549258358523-4546664911211606885?l=pingaun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingaun.blogspot.com/feeds/4546664911211606885/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7658541549258358523&amp;postID=4546664911211606885' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4546664911211606885'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7658541549258358523/posts/default/4546664911211606885'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingaun.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='เริ่มต้น'/><author><name>Myaun</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16421321536384531209</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
