วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เลี้ยงลูกอยู่บ้าน vs ทำงานออฟฟิศ" ทางชีวิตที่แม่ต้องเลือก





ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป สำหรับคุณแม่คนใหม่ในการตัดสินใจเลือกเส้นทางการดำเนินชีวิตหลังคลอดบุตร หลายคนตัดสินใจอยู่นาน ระหว่างการลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ กับการกลับไปเป็นสาวออฟฟิศตามเดิมเมื่อครบกำหนดลาคลอด

ทางเลือกข้างต้นจึงเป็นสถานการณ์ที่คุณแม่มือใหม่แทบทุกคนต้องเผชิญ ซึ่งแต่ละคนก็มีปัจจัยให้พิจารณาแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ครอบครัว สถานการณ์โดยรวมของครอบครัวในขณะนั้น มีพี่เลี้ยงดี ๆ รอเลี้ยงให้หรือไม่ หรือคุณแม่บางท่านก็อยากลาออกมาเลี้ยงลูกอยู่บ้านเอง แต่ติดปัญหาด้านการเงิน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น เพื่อไม่ให้การตัดสินใจเลือกทางเดินของคุณแม่ต้องถูกกดดันมากเกินไป เรามีแนวทางในการช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมาฝากกันค่ะ

วางแผนแต่เนิ่น ๆ

สำหรับครอบครัวที่อยากมีบุตร หากมีการวางแผนด้านการเงินเอาไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดีมาก หรืออย่างน้อยในระหว่างตั้งครรภ์มีการเก็บเงินร่วมกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่ก็ถือว่ายังไม่สายเกินไป เพราะแผนการเก็บเงินเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาเงินตึงมือหลังคลอดของครอบครัวได้มาก และช่วยลดแรงกดดันของคุณแม่ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะกลับไปทำงานอีกครั้งหรือไม่ให้น้อยลงด้วย (การเตรียมการในข้อนี้ไว้อย่างดีจะช่วยลดความเครียดของคุณแม่หลังคลอดได้อีกมากนะคะ)

อย่างไรก็ดี หากไม่มีการวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า เมื่อทราบว่ามีการตั้งครรภ์ ก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเร่งเก็บเงินเตรียมเอาไว้ และประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด โดยอาจเก็บเงินเดือนของฝ่ายคุณแม่เอาไว้ และใช้แต่เงินเดือนของฝ่ายคุณพ่อ เพื่อที่ว่าหลังคลอด อย่างน้อยก็ยังเหลือเงินเดือนสะสมของคุณแม่เอาไว้ถึง 7 - 8 เดือน นอกจากนั้น การประหยัดในรูปแบบต่าง ๆ ก็ช่วยให้เงินเหลือเก็บได้มากขึ้นด้วย เช่น ซื้อของใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ซื้อทีเป็นแพ็กใหญ่ ๆ จะทำให้ราคาต่อหน่วยถูกลง เป็นต้น

เมื่อปัญหาด้านการเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญน้อยลง ครอบครัวก็มีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตได้ตามใจต้องการมากขึ้นค่ะ

มีแผนที่ยืดหยุ่นได้สูง

แผนที่มีความยืดหยุ่นสูงนั้น จะต้องเกิดจากการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อคุณมีลูก บางครั้งบทความ Howto ต่าง ๆ ก็อาจไม่ช่วยคุณได้มากนัก เพราะจะมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาท้าทายคุณได้ทุกวันไม่มีหยุด หากคุณไม่มีการเตรียมความพร้อมให้ครอบครัวคุณมีความยืดหยุ่น ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ก็อาจทำให้คุณไม่มีทางเลือกในการตัดสินใจที่ดี และหลากหลายเพียงพอ และสุดท้ายก็อาจทำให้คุณไม่สามารถเลือกในสิ่งที่ใจตัวเองต้องการอย่างแท้จริงได้

วางแผนร่วมกัน

ข้อหนึ่งที่คุณแม่พึงตระหนักก่อนตัดสินใจก็คือ คุณไม่ได้เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว คุณยังมีสามีเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญค่ะ ดังนั้น ควรจะให้เขามีส่วนในการวางแผนอนาคตของครอบครัวด้วย เพราะมีตัวอย่างคุณแม่หลายท่านที่ครบกำหนดลาคลอดแล้ว ก็ได้คุณพ่อคนดีรับหน้าที่ดูแลลูกต่อให้ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้งานของคุณพ่อบางท่านมีความยืดหยุ่นสูงกว่าเดิม ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ทำงานจากบ้านผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้) เท่านี้ ครอบครัวก็จะยังคงเป็นครอบครัว และเดินหน้าไปได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้น อย่าลืมปรึกษาคนข้างกายนะคะ

อย่ารู้สึกผิด

สำหรับคุณแม่ที่รักในงานที่ทำอยู่ และต้องการจะกลับไปเพราะยังสนุกกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับ สิ่งหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างก็คือ การรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลลูกได้ด้วยตนเอง ซึ่งในข้อนี้ การมองหาพี่เลี้ยงดี ๆ หรือเนิร์สเซอรี่ที่มีคุณภาพอาจช่วยทดแทนความรู้สึกนี้ได้ (บางทีการฝากหลานให้คุณย่าคุณยายเลี้ยงก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน เมื่อท่านได้ใกล้ชิดหลาน ๆ ก็อาจช่วยให้หัวใจของผู้สูงอายุสดใสมีความสุขได้ค่ะ แต่ต้องพิจารณาจากสุขภาพของท่านด้วยนะคะ)

คุณแม่ที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาดูแลลูกอยู่บ้านก็เช่นกัน บางครั้งอาจเกิดความรู้สึกผิดหากครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน ในส่วนนี้แก้ได้โดย คุณแม่อาจช่วยคุณพ่อประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพราะเมื่อไม่ต้องไปทำงาน ค่าใช้จ่ายในการแต่งเนื้อแต่งตัว ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวันก็อาจจะลดลงไปตามส่วน นอกจากนี้ ก็อาจมองหางานพาร์ทไทม์เบา ๆ ทำได้ เช่น ทำธุรกิจออนไลน์ หรือเป็นอาสาสมัครช่วยทำกิจกรรมสังคม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์เช่นนี้ การตัดสินใจเลือกทางที่ต้องการอาจไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เราสามารถเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าได้ก็คือ การมีทางออกหลาย ๆ ทางไว้ในกรณีที่ต้องตัดสินใจ เพราะในที่สุดแล้ว คนที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือตัวคุณแม่เอง ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่เจ้านาย ดังนั้น ควรเคารพการตัดสินใจของตนเอง เพราะคุณเป็นคนที่เข้าใจทุกอย่างดีที่สุดค่ะ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก more4kids.info

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไอเดียสร้าง "บ้านสองภาษา" บทพิสูจน์ความทุ่มเทพ่อแม่



เป็นความพยายามที่ต้องอาศัยความอดทนอย่างสูงทีเดียว สำหรับครอบครัว ๆ หนึ่งในการสร้างสภาพแวดล้อม "สองภาษา" ให้กับลูกซึ่งถือเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว ในบ้านหลังนี้ คุณพ่อ "พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายด์ คอนเน็กชันส์ จำกัด ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลักได้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านภาษาอังกฤษให้กับลูกตั้งแต่แรกคลอด โดยการสื่อสารกับลูกสาวด้วยภาษาอังกฤษมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ขณะที่คุณแม่ “เยาวลักษณ์ ลาภเลิศสุข” จะเป็นผู้สื่อสารกับลูกด้วยภาษาไทย ถึงวันนี้ น้อง "เพ่ยเพ่ย" – ด.ญ. ปลายฟ้า เตชพาหพงษ์ จึงเป็นเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่สามารถสื่อสารได้มากกว่า 1 ภาษาจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคุณพ่อและคุณแม่ มุมมองของครอบครัวนี้ต่อการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณพ่อพงษ์ระพีเล่าว่า "ย้อนไปประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมมีน้องเพ่ยเพ่ย ลูกสาวคนแรก สิ่งที่ผมมองต่อไปเพื่ออนาคตของลูกก็คือ โลกในยุคที่ลูกโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ซึ่งผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า โลกเราจะเข้าสู่สังคมแบบโกลบอล ในอีก 15 - 20 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะย้ายมาอยู่เอเชีย คำถามก็คือ ศักยภาพของเด็กไทยจะได้รับการพัฒนาไปถึงจุดนั้นไหม เด็กของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เขามีความสามารถในการพูดได้มากกว่า 2 ภาษาอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ฮ่องกงก็เช่นกัน ส่วนประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เขาก็มีแต้มต่อในตัวเอง แม้พูดภาษาที่สองไม่ได้ก็ยังไม่เป็นไร แต่ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน เพราะเราเองยังมีปัญหากับภาษาที่สองอยู่เลย"

"ผมเองก็เป็นผลผลิตของระบบการศึกษาที่ผ่านมา เจอปัญหาด้านภาษาอังกฤษแบบที่คนไทยหลาย ๆ คนเจอ ถามว่าคนไทยโง่หรือเปล่า ไม่ใช่ แต่ผมมองว่าในช่วงจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ เราเรียนรู้ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของภาษา ผมไม่อยากให้ลูกมาเจอสภาพคล้าย ๆ กัน อยากให้ภาษาอังกฤษเป็นความสามารถพื้นฐานของเขา ลูกจะได้มีเวลาไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องอื่น ๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการปรับบ้านให้เป็นบ้านสองภาษาครับ"

การเริ่มต้น "บ้านสองภาษา" ของคุณพ่อท่านนี้ จึงเริ่มจากการศึกษาหาข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคุณพงษ์ระพีเล่าว่า ในต่างประเทศมีการทำบ้านสองภาษาเช่นกัน และมีการรวมตัวกันเป็นสมาคมด้วย

"ในต่างประเทศมีคนที่สนใจคล้าย ๆ กันกับเรา ซึ่งพ่อแม่เขาเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัวก่อน ไม่มีการเขียน ไม่มีการจด ไม่มีไวยากรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการสอนโดยใช้บริบทของสภาพแวดล้อม สอนเหมือนสอนภาษาแม่ โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน เช่น หมอน ตะกร้า ของเล่น เราใช้การพูดซ้ำ ๆ นำคำศัพท์มาบวกกับคำกริยา เป็นประโยคคำสั่งง่าย ๆ ให้ลูกฟังซ้ำ ๆ เมื่อลูกมีความเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่เราพูด ก็เริ่มมีประโยคคำถามตามมาให้ลูกตอบ yes no เป็นขั้น ๆ ไปครับ"




จากแนวทางดังกล่าว คุณพงษ์ระพีเลือกที่จะเป็นคนสื่อสารกับลูกเป็นภาษาอังกฤษมาตลอดระยะเวลา 3 ปี และให้ภรรยาเป็นผู้สื่อสารกับลูกด้วยภาษาไทย ซึ่งการใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เนื่องจากมีสื่อการสอนต่าง ๆ วางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก พ่อแม่สามารถนั่งฝึกภาษากับลูกไปด้วยกันได้ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองพึงระวังก็คือ การตรวจสอบสิ่งที่ต้องการสอนก่อนจะพูดออกไป เพราะเด็กจะจดจำได้อย่างแม่นยำ

“ภาษาที่ให้ลูกเรียนคือภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน ดังนั้นการเรียนรู้จึงเริ่มจากการพูดและฟังก่อน พูดในสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่สิ่งที่ควรพูด พ่อแม่ที่จะพูดต้องทราบว่าพูดอย่างไรให้ถูกต้องตามหลัก ซึ่งอาจจะไปศึกษาไวยากรณ์มาก่อนให้เป็นประโยคที่ถูกต้อง เวลาสอนลูกไม่ต้องอธิบาย พูดอย่างเดียว เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง เด็กจะสามารถนำออกมาใช้ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น ประโยคคำถามว่า คุณไปไหนมา เด็กจะทราบว่าต้องใช้ where have you been? ไม่ใช่ where do you go? เพราะความรู้สึกของเขาจะบอกทันทีว่าไม่ใช่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องเรียนรู้เรื่อง Tense มาก่อน เป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ร่วม"

นอกจากนี้ คุณพงษ์ระพียังเพิ่มการสอนภาษาจีนให้กับลูกด้วย โดยเริ่มสอนเมื่อเขาโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ซึ่งในเด็กโต และภาษาแม่แข็งแรงแล้ว อาจเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสร้างเงื่อนไข หรือแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ เพิ่มเติม

“ผมไปเมืองจีนแล้วโทรศัพท์คุยกับลูก ก็ถามลูกว่า อยากมาประเทศจีนบ้างไหม ถ้าอยากมา ก็ต้องพูดจีนให้ได้ เพราะคนที่นี่เขาพูดกันแต่ภาษาจีน หลังจากนั้น 4 เดือน ก็พบว่า ลูกเริ่มสนใจพูดภาษาจีนมากขึ้น บางครั้งเขาพูดกับผมก็อาจจะพูดอังกฤษกับจีนปนกัน แต่ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะวันหนึ่งถ้าเขามีคลังศัพท์มากพอ เขาจะแยกสองภาษานี้ออกจากกันได้เองครับ"

"ในส่วนนี้ ผู้ใหญ่จะผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ ดังนั้น เราจะทราบว่าสิ่งไหนไม่ควรไปเสียเวลากับมัน หรือบางเรื่องที่เราทราบว่ามันดีกับเด็ก เราก็ควรแนะนำ และส่งเสริมเขา พ่อแม่ควรเปิดทางเลือกต่าง ๆ ให้กับลูกให้มากที่สุดดีกว่าปล่อยลูกไปตามยถากรรม เพราะเด็กเองก็ยังไม่ทราบว่าเขาอยากเป็นอะไร ดังนั้น หากเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ ด้านจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการของเขาเมื่อเขาเติบโตขึ้น"

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการฝึกภาษาที่สองให้ลูก ๆ เพิ่มเติม คุณพงษ์ระพียังได้เปิดเว็บไซต์เพื่อสร้างเป็นชุมชนและแหล่งความรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานมีความสามารถในการพูดภาษาที่สองได้ด้วยที่ www.2pasa.com
...

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552



ไอเดียตุนเสบียง "ขนม-ของว่าง" หลังเลิกเรียน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 13:23 น.



ขึ้นชื่อว่า "ของว่าง - ขนม" คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่วัยเด็กต้องการ นอกจากจะช่วยเสริมความสุขในชีวิตประจำวันแล้ว ขนม หรือของว่างบางชนิดยังมีคุณค่าทางอาหาร และจำเป็นต่อร่างกายด้วย โดยสัดส่วนที่พอเหมาะสำหรับพลังงานที่เด็กควรได้รับจากการรับประทานอาหารว่างควรอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวัน (อ้างอิงจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)

ทั้งนี้ อาหารว่างสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 2 - 15 ปีควรเป็นอาหารที่บริโภคระหว่างอาหารมื้อหลัก และไม่ควรเกินวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อควรมีพลังงานเฉลี่ย 100 - 150 กิโลแคลอรี่ ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ซึ่งอาหารว่างที่ดีไม่ควรจะมีรสหวาน มัน หรือเค็มจัดจนเกินไป และควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น โปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามิน หรือใยอาหาร

อย่างไรก็ดี จากการสำรวจการรับประทานอาหารว่างของเด็กในปัจจุบันพบว่า เด็กเล็กอายุระหว่าง 3 - 5 ปี ได้รับพลังงานจากอาหารว่างมากเกินไป โดยมาจากการชื่นชอบรับประทานขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ซึ่งมีส่วนผสมของแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณสูง เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนจึงมักพบแต่เด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคอ้วนถามหากันมากขึ้น

การตุนเสบียง "ของว่าง" ในตู้เย็นไว้รอท่าเด็ก ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย โดยมีคำแนะนำในการเลือกซื้อดังนี้

1. อาหารว่างที่มีประโยชน์และควรมีติดไว้ประจำบ้านอาจเป็น นมจืด ผลไม้อบแห้ง (ชนิดไม่หวาน) ขนมปังกรอบชนิดโฮลวีท หรือ ผลไม้สด (กล้วย ส้ม มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่) ซึ่งการจัดเตรียมอาหารว่างสำหรับเด็กอาจตัดผลไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอคำ และควรหลีกเลี่ยงผลไม้สดที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำใย ขนุน

2. เครื่องดื่ม อาจเป็นนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม หรือน้ำผลไม้ ซึ่งควรพิจารณาเรื่องของน้ำตาล หากมีน้ำตาลสูงจนเกินไปก็ไม่ควรให้เด็กบริโภค หรือถ้าเป็นไปได้ คุณพ่อคุณแม่มีเวลาคั้นน้ำผลไม้ให้ลูกรับประทานเองได้ก็จะดี และมีประโยชน์มากกว่า



3. พืชหัว และธัญพืช เช่น เมล็ดทานตะวันอบ เม็ดฟักทองอบ เม็ดแตงโตอบ ถั่วต้ม ข้าวโพดต้ม มันต้ม เหล่านี้ก็เป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กเช่นกัน แต่ไม่ควรเลือกธัญพืช ฯลฯ ที่ผ่านการทอด การอบเนย เพราะมีแคลอรี่สูงเกินความจำเป็น เช่น ข้าวโพดอบเนย ถั่วทอด

4. ขนมไทย ๆ เช่น ถั่วแปบ ขนมตาล ขนมกล้วย ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ ขนมเหล่านี้หลายชนิดมีประโยชน์เพราะมีการนำธัญพืชมาเป็นส่วนประกอบ แต่ไม่ควรเลือกบริโภคขนมไทยประเภทที่มีกะทิ มะพร้าว หรือน้ำตาลเยอะ เพราะอาจทำให้เด็กอ้วนได้

ของว่างที่ไม่แนะนำสำหรับเด็กโดยเด็ดขาด

1. น้ำอัดลม
2. เบเกอรี่ที่มีไขมันสูง และรสหวานจัด เช่น คุกกี้ เค้ก
3. ขนมกรุบกรอบ ประเภท มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ
4. ลูกกวาด ลูกอม ช็อคโกแลต
5. ไอศกรีม
6. ของว่างประเภททอด หรือปิ้งย่างจนไหม้

การรับประทานขนม - ของว่าง ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดี ๆ ที่เด็กจะได้มีความสุข เพลิดเพลิน ในขณะเดียวกัน หากผู้ปกครองมีความใส่ใจกับขนมของลูก ๆ คัดสรรแต่ของที่มีคุณค่า มีสารอาหารที่จำเป็น ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กไทยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาด้านโภชนาการและโรคอ้วนได้ในอนาคตค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติค่ะ ^^

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ลูก“เถียง”พ่อแม่...แก้อย่างไร


พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งลูกที่เราคอยเลี้ยงดูมาขึ้นเสียงเถียงเราโดยที่ไม่ฟังเสียงใคร?!!

ปัญหาหนึ่งเมื่อลูกเริ่มที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มโตพอที่จะรู้จักตัดสินใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พ่อแม่หลายคนจึงอาจเจอปัญหาที่คล้ายๆกันในเรื่องของพฤติกรรมของลูก โดยเฉพาะคำพูดของลูกที่อาจดูก้าวร้าว และดูเหมือนว่า ความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกจะหายากกว่าที่ผ่านมา แต่ทว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าในขณะที่ลูกกำลังเสียงดังใส่พ่อแม่นั้น พ่อแม่ได้โต้ตอบกลับมาในน้ำเสียงที่ดังไม่แพ้กัน

ในเรื่องนี้ พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์กล่าวว่า "เมื่อลูกเริ่มโตพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง อาจมีบางครั้งที่เขาเริ่มไม่ยอมทำตามที่พ่อแม่บอก และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องเสมอไป ดังนั้นความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกอาจถูกบั่นทอนลงไปได้ ซึ่งไม่มีครอบครัวไหนอยากให้ลูกโตมาเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ยึดตัวเองเป็นหลักโดยที่ไม่ฟังเสียงใคร แต่การที่ลูกเริ่มที่จะเถียงพ่อแม่นั้นได้เป็นสัญญาณที่บอกว่าเขามีความคิด มีเหตุผล ดังนั้นพ่อแม่ควรจะคำนึงไว้ว่า ลูกเริ่มมีความคิดที่เป็นของตัวเองแล้ว ลูกไม่ใช่เด็กๆที่เราจะบอกอะไรแล้วเขาจะทำตามทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเด็กมีเหตุผลร่วมกับอารมณ์”



“สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างแรกคือต้องเข้าใจเขาก่อนว่า สิ่งที่ลูกเป็นนั้นคือพัฒนาการของเขาที่เริ่มมองตัวเองเป็นหลัก เด็กวัยนี้จะคิดว่าเขาถูกต้องเสมอ เราต้องรับฟังเขาก่อน โดยที่ให้เขาชี้แจงว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น พ่อแม่และลูกต้องแชร์กันเช่น หากลูกเถียงว่า ของเล่นชิ้นนี้เป็นของเขา เขาซื้อมาเอง เราต้องถามว่า เอาเงินทีไหนไปซื้อ เราต้องถามถึงสาเหตุและให้เขาพูดอย่างมีเหตุผล หรือถ้าหากเขาไม่ทำการบ้าน แต่บอกว่าทำแล้ว เราต้องบอกลูกว่าอย่าเถียงพ่อแม่ เพราะมันไม่ดี ถ้าทำการบ้านแล้วให้เอามาให้พ่อแม่ดูด้วย เราต้องเชื่อก่อนแล้วหลักฐานค่อยตามมา เราไม่ต้องต่อว่า ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ก็บอกว่าไม่เสร็จ หาทางออกให้เขาใจเย็น ในขณะที่พ่อแม่ก็ต้องอดทนและเข้าใจพฤติกรรมของลูกด้วย ซึ่งหากผู้ใหญ่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจ รับฟัง มีเหตุผล เด็กก็จะเถียงน้อยลง แต่ถ้าเราบังคับ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เด็กก็จะไม่ยอม ถ้าพ่อแม่เสียงดัง เมื่อลูกโตขึ้น มีอิสระ เขาก็จะทำกับพ่อแม่เช่นนั้นเหมือนกัน” พญ.สุธิราแนะ

อย่างไรก็ดี เมื่อการถกเถียงมักมีอารมณ์เข้ามาด้วยเสมอ ถ้าลูกเสียงดังพ่อแม่ต้องมีสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็นคำพูด น้ำเสียง เพราะพ่อแม่ต้องจัดการอารมณ์ของลูกให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นเขาก็จะไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น แต่หากในทางธรรมแล้ว ปัญหาการถกเถียงของลูกนั้นแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตได้ให้คำแนะนำว่า

“เวลาที่เราถกเถียงกันคุณแม่ขุ่นมัวหรือเปล่าคะ ถ้าคุณแม่ไม่ขุ่นมัวการถกเถียงนั้นก็เป็นโอกาสให้เด็ก ๆ กับเราได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน แต่ถ้าเผื่อว่าคุณแม่ขุ่นมัวคราวนี้มันเป็นการขัดแย้งแล้ว ลูกจะเอาอย่าง แม่จะเอาอย่าง เวลาที่เราขุ่นมัวเพราะกิเลสเข้าครอบงำ การขัดแย้งจะไม่มีใครได้เรียนรู้เลย ขอให้เรารักษาใจในฐานะที่เป็นแม่ ที่จะสอนให้ลูกรู้โดยการปฏิบัติของเราว่าการแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ขอให้เคารพกันด้วยการทำหน้าที่ที่จะรักษาใจของเราในขณะแสดงความคิดเห็นนั้นอย่าให้มีกิเลสเข้าครอบงำ การฝึกให้มีโอกาสพูดคุยกันนั้นเด็ก ๆ จะกล้าหาญมากขึ้นและถ้าเผื่อจะให้จิตสำนึกที่เขาจะรู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรในเวลาไหนและการใช้โอกาสแห่งการพูดนั้นจะทำให้คนไม่ทุกข์ยากได้อย่างไร คราวนี้ลูกของเราจะเก่งขึ้นจากโอกาสที่คุณแม่ให้ ขอให้คุณแม่รักษาใจของคุณแม่อย่าให้มีกิเลสเข้าครอบงำในขณะที่เรากำลังแสดงความคิดเห็นกับลูกเอาไว้ นั่นเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่าความสงบเย็นของจิตนั้นการถกเถียงจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่การขัดแย้งเพราะมีกิเลสเข้าครอบงำ ขอให้มีความสุขกับการที่ได้แสดงความคิดเห็น”

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ควรตระหนักก่อนที่ความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกจะถูกบั่นทอนทุกวันๆเพียงเพราะคำพูดที่ไม่เข้าใจกัน ดังนั้นหากเราหันหน้ามาคุยกันอยู่บนเหตุผลก็คงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน ในขณะที่ลูกๆเองก็ไม่ควรลืมว่า การที่ลูกขึ้นเสียงกับพ่อแม่ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรนั้น หากเป็นการขึ้นเสียงอย่างไร้เหตุผล โดยที่ไม่สนว่าคนตรงหน้าคือ พระในบ้านนั้น นับเป็นการสร้างบาปไปโดยไม่รู้ตัว

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

เทคนิคดูแลสมองช่วยให้ลูกเรียนดี


เทคนิคดูแลสมองช่วยให้ลูกเรียนดี

เด็กแรกเกิดมีเซลล์สมองอยู่ร้อยล้านล้านเซลล์ แต่เซลล์เหล่านี้ยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์หลังจากที่เด็กคลอดเซลล์สมองจะเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างทางเดินเส้นประสาทและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์จนกลายเป็นเครือข่ายระบบประสาท





สมองเจริญเติบโตได้เองโดยอัตโนมัติ สมองของเด็กจะตัดสินว่า ต้องการเก็บข้อมูลอะไรและจะมีวิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องสอนวิธีเรียกร้องความสนใจให้กับลูก เนื่องจากลูกสามารถเรียนรู้ได้เองอย่างรวดเร็วจากประสบการณ์

การสร้างทางเดินเส้นประสาทและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ของสมองเด็กจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่สมองต้องการจัดการข้อมูลที่รวบรวมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งมีผลทำให้ทางเดินเส้นประสาทที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไปหรือเจริญเติบโตใหม่เพื่อจัดเก็บข้อมูลความจำใหม่ในรูปแบบที่สมองเป็นผู้สั่งการเอง ดังนั้น ลูกจึงมีลักษณะวิธีการเรียนรู้ ความนึกคิด และการแสดงออกแตกต่างไปจากคุณ ญาติพี่น้องและเด็กคนอื่นในโรงเรียน



ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนในการช่วยพัฒนาสมองของลูกด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยที่ช่วยทำให้สมองเจริญเติบโตและพัฒนา ดังนี้


การฟังเพลง ออกท่าทาง เต้นรำ ร้องเพลง
การพูดและสนทนาโต้ตอบ ชมเชยและให้กำลังใจ หัดถามและตอบ ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์
การสัมผัสและนวด เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า
จำกัดการดูโทรทัศน์และการเล่นวีดีโอเกม
สนับสนุนเด็ก ๆ ให้ทำงานอดิเรก
เข้านอนเป็นเวลา
กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในงานบ้าน
มีโภชนาการที่ดี และที่สำคัญ ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมาก
ได้เล่น ได้หัวเราะ ได้สนุก
อ่านหนังสือหรือเล่านิทาน เพื่อกระตุ้นจินตนาการ
มีทางเลือกที่หลากหลาย
ร่วมกับเด็ก ๆ เล่นบทบาทสมมติ เช่น ให้ลูกเป็นหมอ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไข้ ฯลฯ

เหล่านี้คือเทคนิคง่าย ในการพัฒนาสมอง หากท่านต้องการรายละเอียดพร้อมกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จในการเรียน และเทคนิคสร้างความจำเพื่อให้ลูกเรียนดีได้หาอ่านได้ในหนังสือ "มหัศจรรย์สมองของลูกรัก "


ข้อมูลจากหนังสือมหัศจรรย์สมองของลูกรัก
เขียนโดย Christine Ward แปลโดย ปาริฉัตร เศวตเศรณี สำนักพิมพ์แฮปปี้แฟมิลี่

ทำไมต้อง "เล่านิทาน-อ่านหนังสือ" ให้ลูกฟัง?

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 15:09:10 น. มติชนออนไลน์

ทำไมต้อง "เล่านิทาน-อ่านหนังสือ" ให้ลูกฟัง?

เป็นเรื่องที่พูดกันมานานโข เกี่ยวกับการเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ส่วนใหญ่ก็พูดกันแต่ว่าจะทำให้เด็กฉลาด เปิดโลกกว้าง และต่างๆ นานา แต่ก็ยังไม่มีใครพูดให้ชัดเจนในเชิงหลักวิชาการว่า ฉไนเลย การเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟังนั้น ทำให้เด็กฉลาดได้อย่างไร


นพ.อุดม เพชรสังหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมศักยภาพสมองของเด็กและเยาวชน และรองประธานฝ่ายพัฒนาวิชาการ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด จะมาไขปริศนานี้ให้ฟัง

คุณหมออุดม อ้างผลงานการค้นคว้าของ อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์ชาวอเมริกัน เจ้าของโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2543 จากผลงานการค้นคว้าวิจัยเรื่องการเรียนรู้และความจำมนุษย์ ได้สรุปผลงานตัวเองออกมาด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "การเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้ ′เรา′ เป็นดังเช่นทุกวันนี้"

ความหมายคือ ความรู้ ความจำ ที่เราได้เรียน ได้รู้ จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวนั่นแหละคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนมีน้ำใจไมตรี หรือแม้แต่เป็นคนขี้โกง

นอกจากนี้ อีริค ได้อธิบายการเรียนรู้ของเราด้วยการทำงานของเซลล์สมอง ว่า ขณะที่คนเราอยู่ในท้องแม่ เซลล์สมองจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจนกระทั่งก่อรูปเป็นก้อนสมอง อย่างที่เราเคยเห็นในหนังสือ หรืองานนิทรรศการต่างๆ แต่เซลล์สมองจะยังไม่ทำงานทันที จนกว่ามันจะงอกเส้นใยออกมาต่อเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเป็นวงจร เหมือนกับวงจรในเครื่องรับวิทยุ หรือคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ตามบ้าน

ในช่วงแรก พันธุกรรมที่เราได้รับจากพ่อแม่จะเป็นตัวควบคุมให้เซลล์สมองเหล่านี้แตกเส้นใยออกมาต่อเชื่อมกันเป็นวงจรเป็นเครือข่าย เพื่อทำหน้าที่บางอย่างในการมีชีวิตอยู่ของเรา เช่น ทำหน้าที่ควบคุมการหายใจ ควบคุมกาเต้นของหัวใจ ควบคุมการนอนหลับและตื่น ควบคุมให้ร้องเมื่อหิว หยุดร้องเมื่อกินอื่ม พันธุกรรมจะทำหน้าที่สั่งให้เซลล์สมองพัฒนาตัวเองให้ทำงานในหน้าที่เบื้องต้นเหล่านี้ ซึ่งถ้าไม่ทำหน้าที่นี้แต่แรกเราก็จะไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้

แต่นอกเหนือไปจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัมนาภษา การสื่อสาร การพัมนานิสัยใจคอ การพัมนาความคิด เหตุผล อารมณ์ ความชอบ ความเกลียด ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในภายหลังโดยผ่านการเรียนรู้ทั้งสิ้น

โดยในการเล่านิทาน พ่อแม่จะต้องใช้น้ำเสียงในการเปล่งคำพูด ต้องมีการแสดงท่าทางประกอบ เพื่อให้เด็กเข้าใจถึงความหมายที่สื่อออกมา เซลล์สมองของเด็กก็จะบันทึกท่าทางที่แสดงออกถึงเจตนานั้น เช่น บ๊ายบาย นอนหลับ กินข้าว เป็นต้น ร่วมกับน้ำเสียงที่เปล่งออกมา เก็บเอาไว้ในส่วนของความจำ

เมื่อท่าทางและคำพูดได้ถูกนำมาแสดงให้เห็นบ่อยๆ เด็กก็จะจดจำท่าทาง เสียงที่พูด รวมถึงความหมายของคำนั้นเป็นอย่างดี คราวต่อไปพ่อแม่เพียงแค่แสดงท่าทาง หรือเปล่งเสียง โดยไม่ต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน สมองส่วนความจำของเด็กก็จะระลึกได้ว่ามันคืออะไร และก็จะเข้าใจความหมายของคำนั้น หรือท่าทางนั้นๆ เอง

ส่วนเรื่องการอ่านหนังสือนั้น มีรายละเอียดไม่ต่างจากการเล่านิทานมากนัก เพียงแต่เรามีหนังสือภาพหรือนิทานมาประกอบด้วย อย่างเมื่อเวลาที่ พ่อแม่ชี้ไปที่ภาพ "ไก่" พร้อมกับพูดคำว่า "ไก่" ไปด้วยนั้น และชี้ไปที่คำว่า "ไก่" โดยอ่านให้เด็กฟังอย่างนี้บ่อยๆ สมองของเด็กก็จะบันทึกทั้งภาพ คำพูด และตัวอักษรไปพร้อมกัน ต่อไปเมื่อเด็กเห็นตัวไก่ ก็จะเรียกชื่อถูก เมื่อเจอตัวหนังสือก็จะอ่านออก

การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้ลูกฟัง จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาษาที่ดีมากๆ สำหรับเด็ก และภาษานี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนเราเรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกันเรื่อยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ทำให้เราฉลาดกว่าสัตว์ทั้งปวงในโลกนี้

ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า เด็กที่มีความสามารถทางภาษาสูงจะมีความจำดีกว่าเด็กที่มีความสามารถทางภาษาต่ำ เนื่องจากเด็กจะสามารถเรียบเรียงข้อมูลความรู้ให้เป็นภาษาได้ดีกว่า เพราะเก็บเป็นความจำและเป็นระบบมากกว่า

นอกจากนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่เราเล่าหรืออ่านให้เด็กฟังนั้น บางเรื่องราวสะท้อนให้เห็นที่มาของเหตุแลผลที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ เด็กจะซึมซับและเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ไปเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต ของเขาเอง โดยเซลล์กระจกเงาที่อยู่ในมองจะทำหน้าที่อันนี้ ถ้าเราเลือกหนังสือดีๆ มาอ่านให้ลูกฟัง แน่นอนนิสัยดีๆ ย่อมเกิดแก่ลูกของเรา

ข้อสำคัญ การที่เราเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟังมันเป็นการแสดงออกว่าเรารักเขา เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักก็จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาศักยภาพและตัวตนของเด็กในอนาคต

พอจะเข้าใจถึงความจำเป็น และความสำคัญของการเล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ลูกฟังแล้ว หากต้องการอ่านฉบับเต็ม สามารถติดตามได้จาก นิตยสาร "รักลูก" ฉบับเดือนมกราคม ซึ่ง "คุณหมออุดม" จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสมองลูก ให้ได้ติดตามเป็นประจำในคอลัมน์ "Brain Forum"